รีวิว Jack in The Box อันเลอค่าระดับห้าดาว ★★★★★

รีวิวอัลบั้ม Jack In The Box ของ j-hope: แรปเปอร์ผู้สดใสจาก BTS ขุดลึกลงไปในมุมมืดด้วยโซโล่อัลบั้มอันเลอค่า (โดย NME)

เมื่อ BTS โฟกัสกับกิจกรรมเดี่ยวของพวกเขา  j-hope ก็ปลอกลอก persona อันสดใส อวดโฉมเหลี่ยมมุมที่ต่างออกไปในอุปนิสัยและความสามารถทางดนตรี 

★★★★★

Jack In The Box © 2021 BIG HIT MUSIC / HYBE

ไม่ว่าใครที่ได้รู้จัก j-hope แม้เพียงเล็กน้อย  กับแรปเปอร์ผู้มีเสน่ห์และนักเต้นระดับปรากฏการณ์ ผู้พิชิตโลกใบนี้พร้อมกับวง BTS  จะทราบว่าชื่อนี้ช่างเหมาะเจาะกับเขาเสียจริง  บนเวทีและชิ้นงานด้านคอนเทนท์มากมายของวง เขารับบทเป็นมัดรวมแสงสว่างกับดวงอาทิตย์  รอยยิ้มไม่เคยจางหายจากใบหน้าของเขา  แต่ท้ายที่สุด j-hope ก็คือ persona หนึ่ง และจองโฮซอก ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งมีหลายมุมด้านและชั้นผิว เช่นเดียวกับพวกเราที่เหลือ

‘Jack In The Box’ —โซโล่อัลบั้มแรกและการจัดเต็มครั้งแรกของเขา นับจาก BTS ประกาศโฟกัสงานเดี่ยว—นำเสนอบางสิ่งซึ่งคระครึ้มกว่า คล้ายเดินเข้าไปหลังม่านน้ำตกอับแสงอาทิตย์ เพื่อค้นหาโพรงถ้ำอันดำมืดและซากปรักหักพังจากการกัดกร่อน  ปลุกปล้ำกับตีมความสำเร็จ ความเป็นมนุษย์ แพชชั่น การทำลายตัวตน  แบ่งปันความกังวลและทุกข์ทนของ j-hope ผ่านฮิปฮอปอันมืดมิดเป็นนิจสิน ด้วยค้นหาความหมาย ของคำถามทั้งหลายเหล่านี้

“ชีวิตเริ่มกลายเป็นศัตรูเสียแล้ว มันเริ่มจะอ้างว้างเสียแล้ว” เขาแรปเบาๆบน R&B ช้าๆสุดซาบซึ้งของ ‘Safety Zone’  เพลงที่เขาค้นหามุมปลอดภัยที่สามารถปลดปล่อยและผ่อนคลายได้เต็มที่ เช่นในท่อนหนึ่งซึ่งตามติดเสียงสะท้อนที่ว่า “อุทิศทั้งขวบวัยยี่สิบปี ไปกับชีวิตที่ไม่อาจหยั่งวัด”  เป็นการยากที่จะไม่เชื่อมโยงกับนัยความเหนื่อยล้า หรือแนวคิดที่ว่าในบางจุด ความสำเร็จก็เหมือนกับภาระมากกว่าความรื่นรมย์บนโลกกว้าง “ทุกวันนี้ชอบสัตว์มากกว่าคนเฉยเลย” j-hope ปรับทุกข์ ก่อนจะนึกสนเท่ห์และเตร็ดเตร่ไปอย่างไร้จุดหมาย: “สุ้มแสงสู่การเยียวยา อยู่หนใดในความมืดนี้?” […] เขตปลอดภัยของฉันอยู่ที่ไหน? ซ้าย ขวา หรือว่าตรงไป?”

ในความมืดมิด ‘What If…’ ซึ่งแซลเพิลเพลง ‘Shimmy Shimmy Ya’ ของ OI’ Dirty Bastard ครุ่นคริดถึงการแบ่งข้างระหว่าง persona สาธารณะกับตัวตนของคนที่เขารู้จัก

“ฉันถามตัวเองเป็นร้อยครั้ง / ฉันปลื้มมันรึเปล่าล่ะ?” เขาไตร่ตรอง “มีความหวัง มองโลกในแง่งาม ยิ้มแย้มอยู่ได้เสมอ”  ด้วยคอรัสที่ขยี้คำรามต่อจากนั้น เขาคาดเดาว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร หากเดิมทีไร้ซึ่งแรงผลักดัน “ความหวัง” “ความฝัน “แพชชั่น” และ “จินตนาการ” ก่อนจะก้าวไปสู่สิ่งต่างๆที่จับต้องได้อย่าง “เงินตรา” “บ้าน” “รถยนต์”

j-hope อาจถอดหน้ากากที่สดใสสวยงามออกไปใน Jack In The Box เพื่อแสดงมุมด้านที่แตกต่างของเขา  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติเหล่านั้นได้ถูกตัดออกไปเสียทีเดียว มันยังคอยอยู่ตรงนี้ที่เดิม  ผลักดันสารแห่งความเห็นอกเห็นใจ จริงใจ กับแสงรำไรในแง่งาม เพลง ‘STOP’ อันหลักแหลมคือตัวอย่างอันเฉียบคมของความป่วยไข้ในมนุษยชาติ โดยเริ่มฟาดที่การกระทำอันชั่วร้ายของกลุ่มคน (“การกระทำของคนที่แย่ยิ่งกว่าสัตว์ทำให้ฉันสะอิดสะเอียน / หยาบคายอีกหน่อยนะ นี่ขนาดสงสัยว่าพวกเขาใช่คนจริงๆรึเปล่า”)  แต่พอถอยออกมา “เดี๋ยวๆๆๆ / ใจเย็นนน” แล้วค่อยไตร่ตรองมันใหม่ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม

“ช่าย กลับไปที่พื้นฐาน แล้วมาลองดูกันใหม่” แรปเปอร์ชี้บนจังหวะสับ “แวดล้อม การศึกษา ระบบที่พวกเขามีชีวิตกันมา / แตกต่างอย่างไรกับฉัน?”  เขายังคงเต็มไปด้วยความหวังครั้งมาถึงบทสรุป “เราเกิดมาบนกฎหมายแห่งเหตุและผลลัพธ์ / ถึงอย่างนั้น เจตจำนงของเราก็เปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่ง / เราคือคนกำหนด/ เพราะจุดเริ่มเล็กๆคือก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ / เพราะไม่มีใครจะเลวบริสุทธิ์บนโลกนี้”

แนวคิดของอัลบั้มวนเวียนอยู่รอบๆปกรณัมกรีกของกล่อง Pandora ซึ่งปลดปล่อยความชั่วช้าทั้งหมดออกมาสู่โลกใบนี้  ซึ่งมีเพียงความหวังที่ฝังอยู่เป็นอย่างสุดท้าย  ช่วงเวลาเช่นนี้เองที่มันถูกปลุกขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าความมืดเพียงใดที่ j-hope ได้หยั่งวัด  ความหวังยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งภายในตัวเขา

‘= (Equal Sign)’ ในขณะเดียวกัน ได้ชักชวนโลกทั้งใบให้ร่วมมือกับ j-hope ปฏิบัติต่อเพื่อนพ้องมนุษย์ทั้งหลายด้วยใจเมตตา  ด้วยฮิปฮอป 90 อันติดหู แว่วเสียงร้องปลดปล่อยความเกลียดชัง เพื่อมองหา “ความรักในเส้นแสงที่แตกต่าง”  บทเพลงสั้นสุดในอัลบั้มนี้เก็บรักษา intro และ interlude เอาไว้  มันเรียกร้องให้ต่อความยาวออกไปอีก สารอันพร่างพราวด้วยความรักนั้นสิ้นสุดเร็วเกินไป

‘Jack In The Box’ ถูกนำเสนออย่างชาญฉลาด ด้วยเรื่องเล่าอันชี้ชัดจัดแจ้ง  ความต่อเนื่องเช่นนั้น ทำให้มันหล่อเลี้ยงความเพลิดเพลิน จากต้นจนจบ มากกว่าจมลงไปในเพลงต่างๆ  อัลบั้มเปิดด้วย ‘Intro’ บอกเล่าเรื่องราวของกล่อง Pandora เป็นภาษาอังกฤษ ด้วยเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งจบด้วยคำกล่าวที่ว่า:

“ความหวัง มอบความมุ่งมั่น เหนือความบากบั่นและเจ็บปวด  ให้ผู้คนมีชีวิตอยู่ต่อไป”

แกนกลางของบันทึกเสียงคือ ‘Music Box : Reflection’ เสียงดนตรีที่น่าประหวั่น ผสมกันกับเสียงหายใจเข้ากับทำนองดนตรีกล่องอันพรั่นพรึง เสียงเบสกดต่ำกับจังหวะครูด ทำหน้าที่สลับฉากให้กับเรื่องราว และอนุญาตให้ผู้เล่าเปลี่ยนผ่านส่วนแรกซึ่งเต็มไปด้วยเนื้อความของอัลบั้ม สู่ส่วนหลังซึ่งลุ่มลึกยิ่งกว่า

MORE—j-hope

เสียงต่างๆเสริมเข้ามาในบรรยากาศที่ j-hope สรรสร้างให้คำร้อง  เขาทำเพลงส่วนใหญ่ไปกับฮิปฮอปแบบ old-school แต่ก็เสริมไอเดียใหม่ๆ เข้าไปในสไตล์ตัวเก่ง

ในเพลง ‘MORE’ เขาผสมผสานความแปลบปลาบของดนตรีร็อกแบบ emo กู่ร้องคอรัสบนเสียงชั๊คหนักๆของกีตาร์ ‘Pandora’s Box’ สานร้อยถ้อยทำนองของเปียโนอันสั่นคลอนระหว่างจังหวะ ในขณะที่ ‘Future’ อันแพรวพราว —ทำให้นึกถึงยุคแรกของ Kanye West—เบาอารมณ์ลงด้วยสะท้อนจากเสียงประสานของเด็กๆ

Arson—j-hope

มันคือ ‘Arson’ (มือเพลิง) แม้ราวกับว่านั่น จะเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์ที่สุดในจุดนี้  ดวงดารากำเนิดจากมูลฐานที่เรียบง่ายและหม่นหมอง  เสียงของเขาถูกใช้แทนเสียงดนตรีหลัก “Let’s burn, burn, burn, burn, burn” เขาแรปในท่อนเปิดที่สอง “It’s done, done, done, done” แต่ละท่อนซ้ำด้วยเสียงบาริโทนฮึมฮัม  เร่งเครื่องเหมือนการอุ่นเครื่องยนต์ เตรียมคำรามกู่ก้องร้องออกไป  เมื่อเพลงดำเนินต่อ คลื่นของ j-hope สับเปลี่ยนจากความไหลลื่น คืบคลานสู่บางสิ่งซึ่งซัดไหวและฉับไวกว่า  มันคือจุดจบที่เจนจัด เสพติด สู่บทเพลงที่เรียกร้องให้คุณเล่นมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แม้จะปลุกปั่นและเต็มไปด้วยกลิ่นอายใหม่  ‘Jack In The Box’ ก็ได้จัดแจง j-hope ที่โลกได้รู้จักและมอบความรักให้ในเก้าปีที่ผ่านมา และจัดเรียงภาพดังกล่าวไว้ในครรลองเดียวกัน  แม้จะกำเนิดจากเถ้าถ่าน ก็กลายเป็นดวงดาวอันตื่นตาและน่ายำเกรงยิ่งกว่า  และดูเหมือนว่าไม่สามารถจะหยุดยั้งได้

.

ที่มา | nme

แปลและเรียบเรียงโดย @toei


📌คำแปลทุกเพลงจากอัลบั้ม Jack In The Box โดย candyclover

About the Author /

s.pechrapee@gmail.com

Drinking a cup of hot tea, looking up to the galaxy, you’ll be alright —I’m a free soul of Magic Shop