งานแถลงข่าว BTS เปิดตัวอัลบั้มใหม่ ‘BE’ “เป็นเกียรติกับที่ 1 Billboard..เป้าหมายต่อไปคือ GRAMMY”

เช้าวันที่ 20 พฤศจิกายน 2020 BTS จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว อัลบั้ม BE (Deluxe Edition) ขึ้นที่ Dongdaemun Design Plaza (DDP) ในกรุงโซล เนื่องจากเมมเบอร์ SUGA กำลังอยู่ในระหว่างการพักฟื้นหลังจากเข้ารับการผ่าตัดที่หัวไหล่ จึงไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ในวันนี้

งานแถลงข่าว BTS
งานแถลงข่าว ‘BE’ Global Press Conference ที่อาคาร Dongdaemun Design Plaza

อัลบั้ม BE อัลบั้มใหม่ของ BTS ที่เปิดตัวในวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา เป็นอัลบั้มที่เหมือนหน้าหนึ่งในไดอารี่ของ BTS ตลอดการใช้ชีวิตในยุค COVID-19 เหล่าเมมเบอร์บอกเล่าความรู้สึกที่ตรงไปตรงมาและการตระหนักรู้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทั่วโลกถูกปกคลุมด้วยไวรัส COVID-19 พวกเขา BTS ไม่หยุดยั้งที่จะสารภาพถึงความรู้สึกที่แท้จริงภายใน ความปรารถนาของพวกเขาคือการปลอบโยนและให้กำลังใจแฟนๆ ทั่วโลกที่กำลังมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยการบอกเล่าถึงความเป็นตัวตนของตัวเราที่ยังคงต้องใช้ชีวิตต่อไปในวันพรุ่งนี้

อารมณ์ความรู้สึกและความคิดคำนึงของ BTS ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาและเรื่องราวของ ‘พวกเรา’ ที่ยังคงดำเนินต่อไปในเส้นทางที่ดำรงชีวิตอยู่ เป็นที่มาเบื้องหลังอัลบั้ม BE อันสื่อถึง ‘การเป็นอยู่’ หรือ ‘การดำรงอยู่’ ที่ไม่จำนนต่อรูปแบบใดๆ

อัลบั้ม BE

อัลบั้ม BE ประกอบด้วยเพลง Life Goes On, Fly To My Room (내 방을 여행하는 법) Blue & Grey, Skit, Telepathy (잠시), Dis-ease (병), Stay และ Dynamite รวมทั้งหมด 8 เพลง

RM กล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน “พวกเราก็ทำในสิ่งที่ทำได้ และค่อนข้างยุ่งเลยล่ะครับ พวกเราทำงานอัลบั้ม BE ไปพร้อมๆ กับโปรโมตเพลง ‘Dynamite’ ระหว่างที่ทำอัลบั้มก็ได้แชร์ให้เห็นผ่าน YouTube หรือไม่ก็ Vlive ไปบ้างถึงจะไม่ใช่ทั้งหมด ปกติแล้วการทำงานจะถูกเก็บเป็นความลับแต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราเผยให้เห็น มันเลยทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นอัลบั้มที่ทำร่วมกับแฟนๆ ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถพบหน้ากันได้ครับ”

RM ที่งานแถลงข่าว ‘BE’ Global Press Conference

Jin กล่าวถึงการทำงานอัลบั้ม BE “พวกผมทำงานอัลบั้มนี้ไปอย่างสนุกสนานเลยครับ เริ่มตั้งแต่ถ่ายทำปกอัลบั้มก็ถ่ายทำไปอย่างสนุกสนานเหมือนไปปิกนิก, ส่วนงานเพลงก็ให้ความสำคัญกับความรู้สึกที่พวกเราต้องการจะสื่อ มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ได้ย้อนมองดูปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมา หวังว่าทุกคนจะรู้สึกดื่มด่ำและมอบความรักให้กับอัลบั้มนี้เยอะๆ ครับ” 

Jimin “ผมได้มาเป็น PM (Project Manager) ตามคำแนะนำของ SUGA ฮยอง สิ่งที่มีความสำคัญเป็นพิเศษคือการรวบรวมความเห็นของเมมเบอร์ จากนั้นก็ส่งต่อไปให้บริษัท แล้วก็ส่งต่อความคิดเห็นของบริษัทกลับมาให้เมมเบอร์ครับ ตอนที่เริ่มทำอัลบั้ม BE เราได้คีย์เวิร์ด ‘Life Goes On’ ขึ้นมา ตอนนั้น RM ฮยองเป็นคนเสนอขึ้นมาครับว่าถ้าเราบอกเล่าถึงการดำเนินชีวิตต่อไปในชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลง ด้วยคุณค่าที่ว่า ‘ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป’ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งทุกคนเองก็เห็นด้วยครับ BE ก็เลยเกิดขึ้นจากแนวความคิดนี้ คำว่า ‘BE’ เองก็มีความหมายที่เปิดกว้างและหลากหลาย มันลงตัวกับเรื่องราวต่างๆ ที่อยากบรรจุเอาไว้ในอัลบั้มนี้ ก็เลยตั้งชื่ออัลบั้มนี้ว่า BE ครับ

V ผู้รับหน้าที่ทำ Visual Concept “ผมอยากแสดงถึงภาพลักษณ์ที่มีความหมายและยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นให้อาร์มี่ทุกคนได้รับชม แน่นอนครับว่าโพรเซสการทำงานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่งานก็สำเร็จลุล่วงไปได้เพราะเมมเบอร์และอาร์มี่คอยซัพพอร์ตกันอย่างเต็มที่ ผมอยากแสดงให้เห็นถึงภาพถ่ายและชีวิตประจำวันแบบสบายๆ ที่เมมเบอร์แต่ละคนต่างถ่ายรูปเอาไว้ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ครับ ตอนไปเที่ยวกับเมมเบอร์แต่ก่อน ผมเคยถ่ายรูปเมมเบอร์เก็บเอาไว้ด้วยกล้องโพลารอยด์ มันออกมาธรรมชาติและธรรมดาสามัญ ผมก็เลยได้รับไอเดียมาจากตรงนั้นเป็นอย่างแรก ต่อมา RM ฮยองก็ให้ไอเดียเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์ของ ‘ห้อง’ และเสนอว่าถ้าถ่ายรูปในห้องที่ทุกคนถ่ายในห้องที่ต่างคนต่างตกแต่ง จะออกมาเป็นอย่างไร  แล้วก็ออกมาเป็น Concept Photo ของแต่ละคนครับ การรับหน้าที่ดูแลเรื่อง Visual ทำให้ผมประหม่าเหมือนกัน แต่งานก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเพราะแรงซัพพอร์ตที่ได้รับ ต้องขอขอบคุณอีกครั้งครับ”

V ที่งานแถลงข่าว ‘BE’ Global Press Conference

อัลบั้ม BE – Tracklist

RM “แทร็คแรกคือเพลง ‘Life Goes On’ มันเป็นใจความหลักที่อยากจะถ่ายทอดผ่านอัลบั้มนี้อย่างที่น่าจะคาดเดาได้จากชื่อเพลง ธีมของเพลงนี้ก็คือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป เพลงนี้เป็นเพลงที่ทำเอาไว้ก่อนเพลง ‘Dynamite’ ครับ ในขณะที่เพลง ‘Dynamite’ เป็นเพลงที่สนุกสนานร่าเริง และเข้ากับฤดูร้อน เพลง ‘Life Goes On’ ก็เป็นเพลงที่มีน้ำหนักและให้ความรู้สึกที่มั่นคง มันอาจจะเป็นเพลงที่นุ่มนวลและบอกเล่าถึงการปลอบโยนอย่างจริงจัง แต่พวกเราก็พยายามใส่เสน่ห์ความเป็น BTS ลงไปอย่างดีเลยล่ะครับ” 

Jimin “แทร็คที่ 2 คือเพลง ‘Fly To My Room (내 방을 여행하는 법)’ เป็นเพลงยูนิตของผม, j-hope ฮยอง, SUGA ฮยองและคุณ V ครับ ผมว่าเป็นการรวมตัวที่แปลกใหม่ สำหรับเพลงนี้เริ่มต้นมาจากความที่เราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ จึงทำให้เกิดความสงสัยถึงคอนเซ็ปต์ของการเดินทางในอนาคตว่ามันจะแตกต่างออกไปรึเปล่า เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพลงที่หดหู่อย่างที่คิดไว้ แต่เป็นเพลงสนุกๆ ที่ใส่ความรู้สึกในการท่องไปในบ้าน, ในห้องของเราครับ หวังว่าทุกคนฟังแล้วจะรู้สึกสนุกสนานไปด้วยครับ”

Jimin ที่งานแถลงข่าว ‘BE’ Global Press Conference

V “แทร็คที่ 3  คือเพลง ‘Blue & Grey’ แนว Pop Acoustic Ballad ที่ผมทำครับ ความรู้สึกหดหู่และวิตกกังวลภายใน ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยสีฟ้าและสีเทา โดยรวมอาจจะทำให้รู้สึกเศร้าสลดใจ แต่ก็มีเสียงกีตาร์ที่มอบความรู้สึกที่เบาใจและอบอุ่น หวังว่าจะตั้งตารอกันนะฮะ”

RM “แทร็คที่ 4 ‘Skit’ เป็นการใส่ Skit ลงไปในรอบ 3 ปีครับ พวกเราทำ Skit มาเรื่อยๆ ตั้งแต่เดบิวต์เลย ก็ถือว่านานๆ ทีได้กลับมาทำอีกครั้งครับ อย่าง Skit เราก็พอจะจับคอนเซ็ปต์ได้อยู่ แต่พวกเรารู้สึกเคอะเขินกัน ตอนที่ได้ที่ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 เป็นครั้งแรกจากเพลง ‘Dynamite’ ผมก็เลยเปิดไมค์ในช่วงเวลาที่ไม่มีการแต่งแต้มใดๆ แล้วพอหลังจากบันทึกเสียงไว้ก็เอามาตัดต่อครับ คิดว่ามันคงให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมเลยครับ”

Jin “แทร็คที่ 5 คือเพลง ‘Telepathy (잠시)’ เป็นเพลงแนว Retro Pop Disco ครับ เป็นเพลงที่สนุกสนาน และทำขึ้นในช่วงที่ไม่มี SUGA ครับ เนื้อเพลงเกี่ยวกับความเป็นจริงที่เศร้าสลดที่ไม่ได้พบเจอกับแฟนๆ ทุกคนทั่วโลกเพราะสถานการณ์ COVID-19 ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับแฟนๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด พอตอนนี้ต้องแยกห่างจากกันชั่วขณะหนึ่ง ก็เลยได้เพลงนี้เป็นเพลงที่บอกเล่าถึงความปรารถนาที่อยากอยู่ด้วยกันเสมอครับ”

Jin ที่งานแถลงข่าว ‘BE’ Global Press Conference

j-hope “แทร็คที่ 6 คือเพลง ‘Dis-ease (병)’ ที่ผมได้ร่วมแต่งเนื้อร้องและทำนองครับ ผมคิดว่าชื่อเพลงนี้เป็นเพลงที่มีอิมแพกต์ต่อสถานการณ์นี้อย่างมากทีเดียวครับ เพลง ‘Dis-ease (병)’ เกิดมาจากความคิดที่ว่าคนทุกคนล้วนมีโรคประจำตัว พอได้มีเวลาพักผ่อนเพราะสถานการณ์ COVID-19 การพักผ่อนนั้นกลับทำได้อย่างไม่สมบูรณ์, เกิดความวิตกกังวล และไม่สบายใจ ผมก็เลยเปรียบเทียบความรู้สึกเหล่านั้นกับโรคที่เกิดจากสภาพของงานที่ทำ (Occupational Disease) ผมว่า BTS ถนัดในเรื่องการก้าวข้ามสิ่งต่างๆ อยู่แล้ว ผมจึงตั้งใจใส่ถ้อยความแห่งความหวังในแนวทางนั้นลงไปในเพลงครับ”

j-hope ที่งานแถลงข่าว ‘BE’ Global Press Conference

Jung Kook “แทร็คที่ 7 คือเพลง ‘Stay’ ที่ผมได้ร่วมทำ เพลงนี้เป็นเพลงยูนิตของผมกับ RM ฮยอง และ Jin ฮยอง เป็นยูนิตที่ทำครั้งแรก เพลงนี้ก็เลยให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ครับ เป็นเพลงที่อัดแน่นด้วยแนวเพลง Future House แต่ก็สนุกสนาน ถึงตอนนั้นจะอยู่ห่างไกลกัน แต่ก็มีถ้อยความที่บ่งบอกว่าจะอยู่ ณ ที่ตรงนั้นเสมอ เพราะฉะนั้นฝากมอบความรักให้เพลงนี้กันเยอะๆ ด้วยนะครับ”

RM “ในอัลบั้มนี้ บรรจุเพลง ‘Dynamite’ ลงไปด้วย ความจริงแล้วเราคิดไม่ตกเลยครับว่าจะใส่เพลง ‘Dynamite’ ดีหรือไม่ใส่ดี สุดท้ายแล้วสาเหตุที่เราบรรจุเพลง ‘Dynamite’ ลงไปก็เพราะมันมาจากฐานรากเดียวกันกับเพลง ‘Life Goes On’ เรามองว่า ‘Dynamite’ น่าจะเป็นการปิดฉากที่สวยงามของอัลบั้ม BE ก็เลยบรรจุเพลงนี้ลงไปครับ”

Jung Kook กล่าวถึงการรับหน้าที่เป็นผู้กำกับ MV เพลง ‘Life Goes On’ “พอพูดว่าผู้กำกับแล้วผมรู้สึกอายจังเลยครับ ปกติแล้วผมชอบถ่ายวิดีโอ พอครั้งนี้ได้มารับหน้าที่เป็นผู้กำกับ MV เพลง ‘Life Goes On’ ก็เลยตั้งใจทำงานให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญครับ ตอนฟังเพลง ‘Life Goes On’ ผมมองว่าต้องสื่อถึงความเป็นจริงและเนื้อแท้ ดังนั้นผมจึงเตรียมตัวและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับทีมผู้กำกับและทีมโปรดักชั่นกันเยอะเลยครับ และผมลองสอบถามเมมเบอร์ในด้านที่พวกเขาอยากจะแสดงให้เห็น และพยายามสะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นของพวกเขา ส่วนต่างๆ ที่อยากแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกก็คือในส่วนที่คอนเสิร์ตทั้งหมดถูกยกเลิก และสูญเสียโอกาสที่จะได้พบกับอาร์มี่ไปเพราะสถานการณ์ COVID-19 ผมอยากแสดงให้เห็นถึงความโหยหาอาวรณ์และความเสียดาย ก็เลยตั้งใจทำออกมา และมองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีครับ ในอนาคตต่อไปผมมีความฝันที่จะได้ถ่ายทำอีกครับ”

Jung Kook ที่งานแถลงข่าว ‘BE’ Global Press Conference

Jin กล่าวถึงถ้อยความที่ถ่ายทอดผ่านอัลบั้ม BE “ทุกสิ่งทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงเพราะสถานการณ์ COVID-19 สำหรับผมแล้วรู้สึกว่าเป็น 1 ปีที่ว่างเปล่าและอึดอัดใจ พวกผมจึงพยายามใส่ความรู้สึกที่อึดอัดและเศร้าสลด ไปจนถึงความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเราเข้าไปในอัลบั้ม BE ให้ได้มากที่สุดครับ แต่ก็ไม่ได้มีเพียงเพลงเศร้า เพราะยังมีทั้งเพลงที่ร่าเริงสดใสสไตล์ BTS ที่เอาชนะความเศร้าสลดใจอยู่ในอัลบั้มนี้ด้วย นอกจากนั้นยังมีเพลงที่ได้รับความรักมากมายจากทั่วโลกอย่าง ‘Dynamite’ อยู่ในอัลบั้มนี้อีกด้วย จึงอยากฝากให้ทุกคนตั้งตารอกันครับ แม้โลกจะเหมือนหยุดหมุนลง แต่โลกก็ยังคงดำเนินต่อไป เพราะฉะนั้นหวังว่าพวกเราทุกคนจะพบเจอกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันได้ครับ ขอให้สู้ๆ และใช้ชีวิตกันต่อไปกันนะครับ”

ต่อไปเป็นช่วงตอบคำถาม

Q: พวกคุณต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจไว้ ไม่ใช่เพียงแค่สถานการณ์ไวรัส COVID-19 ในเวลาแบบนั้น BTS ได้รับพลังใจจากไหนเพื่อให้ตัวเองสิ้นหวัง?

Jimin “อย่างผมเองคือสิ้นหวังมากๆ ครับ แต่หลังจากนั้นเมมเบอร์ที่คอยอยู่เคียงข้าางก็ทำให้ผมสบายใจมากขึ้นครับ จริงๆ ตอนแรกที่ไม่สามารถทำการแสดงและคอนเสิร์ตที่มีความหมายกับผมมากๆ อย่างที่ผมต้องการ มันทำให้ผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร แต่แล้วก็ได้มาทำอัลบั้มและได้พูดคุยกับเมมเบอร์มากขึ้น พอได้มาเจอกันอีกทีก็พูดคุยกันว่าตอนนั้นรู้สึกยังไง เวลาได้ชนแก้วกันมันทำให้ผมสบายใจมากเลยล่ะครับ คิดๆ ดูแล้วมันทำให้ผมได้มองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่อยากทำให้เต็มที่แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมคิดว่าผมลุกขึ้นอีกครั้งจากความสิ้นหวังได้เพราะแบบนี้นี่แหละครับ”

RM “สุดท้ายแล้วผมว่ามันคือเรื่องของความสัมพันธ์ครับ ความจริงแล้วไม่ว่าเราจะทำอะไรสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราคว้ารางวัล GRAMMY สำเร็จ เราก็คงยินดีและมีความสุข แต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้ามก็คงรู้สึกว่างเปล่าเหมือนกัน แสงและเงา, หน้าเวทีและหลังเวที มันมีเรื่องราวแบบนี้อยู่เสมอครับ มันสิ้นหวังกันได้ตลอด มันเป็นอะไรที่ยากเสมอมา และต่อให้ผมตอบได้ดีผมก็คงอดเสียดายไม่ได้อยู่ดี ความรู้สึกเหล่านั้นมันยังคงอยู่และกวนใจเราครับ แม้กระทั่งตอนปล่อยอัลบั้มมันก็กวนใจผมครับ แต่สุดท้ายแล้วผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ยังมีคนดีๆ อีกมาก และในฐานะกลุ่มเล็กๆ พวกเรามีความหมายต่อกันและกัน และบริษัทเองก็มีความหมายต่อพวกเรา มากไปกว่านั้น ผมมีความเชื่อว่าเราสามารถออกไปจากสิ่งเหล่านี้ได้ ด้วยความสัมพันธ์จากผู้คนมากมายจากทั่วโลกที่ฟังเพลงของพวกเราครับ ผมว่าผมพยายามใช้ชีวิตอยู่โดยที่คิดเสมอว่ามันขึ้นอยู่กับใจของผมเอง นี่แหละครับ ผมคิดว่าความสัมพันธ์และความเชื่อของทุกๆ คนคือพลังที่ทำให้เราหลุดพ้นจากความสิ้นหวังและใช้ชีวิตต่อไปได้ครับ

Q: รางวัล GRAMMY มีความหมายต่อพวกคุณอย่างไร?

RM “ผมเองก็ถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน และพูดคุยในหมู่พวกเราอยู่บ่อยๆ เลยครับ เวทีที่ตราตรึงใจพวกเราที่สุดคือการแสดงของแรพเปอร์ T.I. ในปี 2009 มีทั้ง Jay-Z, Lil Wayne และท่านอื่นๆ ใส่สูทขึ้นมาแสดงโดยเป็นภาพขาวดำ ผมดูตอนสมัยเป็นเทรนนี่ รู้สึกช็อคไปเลยแล้วก็คิดว่ามันแบบเวทีแบบไหนกัน ศิลปินเหล่านั้นถึงขึ้นไปแสดงอย่างอลังการขนาดนั้นได้ แล้วก็คิดว่าทำไมเหล่าศิลปินอเมริกัน หรือเหล่าศิลปินป็อปทั่วโลกถึงใฝ่ฝันถึงงาน GRAMMY เขาว่ากันว่าพอย่างเข้าสามสิบ หูก็เริ่มไม่รับแล้ว พอมองย้อนกลับไป พวกเราก็ไม่ได้อยู่ในวัยที่ไม่รับอะไร สมัยเป็นเทรนนี่หรือเป็นเด็กมัธยม เพลงและการแสดงที่เราฟังอย่างดุเดือดมันสร้างความประทับใจให้พวกเรามากจริงๆ หนึ่งในสามเวทีสำคัญก็คือ GRAMMY มันก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นงานประกาศรางวัลที่สุดยอด หลายๆ คนก็คงจะทราบดีในแง่ของธุรกิจอยู่แล้ว มันเป็นเวทีที่คงไว้ซึ่งร่องรอยในพัฒนาการที่เราใฝ่ฝันและเตรียมตัวมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเทรนนี่

j-hope “อาจจะเรียกว่าเป็นความโลภหรือความทะเยอทะยานก็ได้ ด้วยความที่พวกเราเป็นวงๆ หนึ่ง พวกเราเองก็มีความฝันที่อยากได้รางวัลสาขาศิลปินกลุ่มตลอดมาเหมือนกัน จากความคิดนั้น เราจึงรักษาความเป็นวงและมองว่าเป็นส่วนที่สำคัญมากๆ ครับ”

Q: ความประทับใจเมื่อมองย้อนปี 2020  และเป้าหมายในอนาคต

Jin “ให้ย้อนกลับไปมองปีนี้ ผมว่าปีนี้เป็นปีที่ทั้งไม่มีความสุข แล้วก็มีความสุขครับ จะเรียกว่าการทัวร์คอนเสิร์ตเป็นความยินดีในชีวิตของพวกเราก็ได้ เพราะความรักและความสนใจที่หลายๆ คนมอบให้ เราถึงมองว่ามันคือความยินดี แต่พอทัวร์ถูกยกเลิก พวกเราเองก็หดหู่และรู้สึกเสียดายครับ เพราะสถานการณ์ COVID-19 พวกเราก็เลยได้ปล่อย ‘Dynamite’ ที่ไม่ได้กำหนด ซึ่งทำให้พวกเราคว้าอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ที่เคยตั้งเป้าเอาไว้มาครองได้สำเร็จ แล้วก็เพราะยังอยู่ในสถานการณ์ COVID-19 อัลบั้ม BE ที่พวกเราไม่ได้อยู่ในแพลนก็เกิดขึ้น ผมพูดได้เลยว่ามันเป็นหนึ่งปีที่ไม่มีความสุข แต่ก็มีความสุข ส่วนเป้าหมายในอนาคตนั้น คำอธิษฐานของผมก็คือขอให้ไวรัส COVID-19 หายไป และพวกเราได้กลับไปทัวร์คอนเสิร์ตเคียงข้างแฟนๆ มากมายที่มอบความรักให้กับพวกเราอีกครั้งครับ ผมตอบได้เลยว่ามันคือเป้าหมายสูงสุดของพวกเราครับ”

j-hope “ผมได้ครุ่นคิดถึงอาชีพที่เราทำ และสิ่งที่พวกเราทำอยู่อย่างมากเลยล่ะครับ พอได้มาพบกับเพลงที่ลิขิตเอาไว้อย่าง ‘Dynamite’ พวกเราก็เลยได้ที่ 1 Billboard Hot 100 มาครอง แล้วก็คิดว่าพอออกอัลบั้มช่วงสิ้นปี ก็จะได้เป็นการส่งท้ายที่ดีสำหรับทุกๆ คน มันคงเป็นปีที่ลืมไม่ลงสำหรับพวกเราเหมือนกัน แล้วก็เป็นส่วนสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของผมเลยล่ะครับ พอ SUGA ฮยองไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันทำให้รู้สึกถึงความว่างเปล่าพอสมควรเลย ผมก็เลยคิดว่าการรักษาสุขภาพร่างกายเป็นเรื่องที่ดีและเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด พวกเราควรจะรักษาสุขภาพเพื่อแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่ดี ตอนทำการแสดง 7 คน กับตอนทำการแสดง 6 คนมันต่างกันมากๆ เลยนะครับ เป้าหมายสูงสุดของผมคงเป็นการดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อโชว์ภาพลักษณ์ดีๆ ให้แฟนๆ ทุกคนได้เห็นครับ”

RM “พวกเราเองก็ไม่แน่ใจหรอกครับว่าอยากทำเพลงแนวไหน เพลงที่พวกเราจะทำต่อไปในอนาคตก็คงเป็นไปตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา ซึ่งเพลงที่ที่เราทำได้ก็คงจะแตกต่างออกไปครับ”

Q: งานอัลบั้มเปลี่ยนแปลงไปเพราะสถานการณ์ COVID-19 ดังนั้นเดิมทีอัลบั้มที่อยากทำเกี่ยวกับอะไร และยังมีแพลนอยู่ไหม?

RM “จริงๆ แล้วผมแทบจะจำเหตุการณ์ก่อนเกิด COVID-19 ไม่ได้เลย ตอนปล่อยอัลบั้มที่แล้ว พอพวกเรากลับมาเกาหลีเพื่อทำกิจกรรมโปรโมต สถานการณ์ COVID-19 ก็ทวีความรุนแรงขึ้น ซีรี่ส์ ‘Map of the Soul’ จบลงไปจากอัลบั้มที่แล้ว พวกเราเองก็คอยดูท่าที่อยู่ ทั้งค่าย ทั้ง PD บังชีฮยอกเองก็เหมือนกัน ระหว่างที่โปรโมตซีรี่ส์นั้นมันคืองานเฝ้าดูและนำเสนอว่าควรใส่อารมณ์แบบไหน, ความคิดแบบไหนลงไป จนกระทั่งกากมันนอนก้นเหมือนกับเวลาทำมักกอลลี (เหล้าที่ทำจากข้าว) และแล้วเจ้าสิ่งที่เรียกว่าโรคระบาดก็เข้ามาหาพวกเรายังไม่มีหยุดพัก พวกเราเองจึงผ่านสถานการณ์นั้นมาอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน”

Q: Big Hit จดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถวางมือจาก BTS ได้ มีการชี้ให้เห็นว่าการที่ BTS เป็นครึ่งหนึ่งของ (โครงสร้างกำไรของ) Big Hit ซึ่งควรจะมี BTS รุ่น 2 ออกมา ถ้าเป็นไปได้ควรจะต้องคำนึงด้านไหน?

Jin “ความจริงแล้วผมว่าเราควรจะคำนึงถึงคำว่า BTS รุ่นต่อไปให้มากกว่านี้ครับ มันก็มีตอนที่พวกเราเองก็ใฝ่ฝันถึงใครสักคนและตั้งเป้าหมายในการเป็นศิลปิน พวกเราไม่ได้เดินเส้นทางเดียวกับเขา เมื่อเดินมาเราถึงบุกเบิกเส้นทางของตัวเอง ผมเชื่อว่าศิลปินรุ่นน้องเองก็จะทำได้ดี พวกเขาก็จะบุกเบิกเส้นทางของตัวเอง, ประสบความสำเร็จและเติบโตยิ่งกว่าพวกเราครับ”

Jimin “คำว่า BTS รุ่น 2 ความจริงแล้วมันฟังดูดีสำหรับผมทีเดียวครับ ถึงอย่างไรแล้วผมก็รู้สึกดีที่มองพวกเราดี ผมไม่เคยนึกถึงเกี่ยวกับคนที่จะเติบโตไปได้มากกว่านี้เลย ทุกๆ ครั้งที่ปล่อยอัลบั้ม พวกเราเองก็จะคิดว่ามันคือจุดเริ่มต้น และพิจารณาว่าควรใส่ตัวตนและเรื่อวราวแบบไหน ควรจะออกมาหน้าตายังไง เพราะก่อนอื่นเลยพวกเราก็จะต้องแสดงภาพลัพษณ์ที่พัฒนามากขึ้นให้เห็น”

Q: คุณแนะนำอัลบั้มนี้ว่าเป็น ‘อัลบั้มที่เหมือนหน้าหนึ่งของไดอารี่แห่งยุคปัจจุบัน’ ซึ่งความจริงแล้วไดอารี่ก็ไม่ใช่อะไรที่พร้อมนำเสนอได้ง่าย อยากทราบว่าในบริบทนี้มีสิ่งที่กังวลระหว่างวางแผนอัลบั้มนี้และแต่งเนื้อเพลงของเพลงในอัลบั้มไหม่

Jin “เราเปรียบเทียบว่ามันเหมือนกับไดอารี่ แต่ความจริงแล้วการจะเปิดเผยความลับกับคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ ในทำนองเดียวกัน พวกเราก็ไม่ได้อยากเปิดเผยความลับแบบนี้ พวกเราเองก็ระมัดระวังเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็มองว่าการแชร์สิ่งที่พวกเรากังวลในแง่ของแนวเพลง กับแฟนๆ ที่ชื่นชอบพวกเราจากงานเพลงคือการได้ร่วมดื่มด่ำไปกับแฟนๆ ของแนวเพลงนั้นๆ อัลบั้มนี้เองก็ใส่สิ่งที่พวกเราต้องการและความโศกเศร้าที่รู้สึกจากสถานการณ์โรคระบาดลงไปเยอะเหมือนกัน ความจริงแล้วพวกเราก็ไม่ได้อยากเล่าเรื่องราวออกมาแบบนี้ครับ แต่เพราะเรามองว่าถ้าเราคลี่คลายมันผ่านดนตรีได้ ก็น่าจะหาวิถีทางต่อความวิตกกังวลเหล่านี้อย่างนุ่มนวลขึ้นได้ ก็เลยลองใส่ความกังวลของพวกเราลงไปในอัลบั้มนี้ครับ ผมคิดว่างานเพลงคือเป็นไดอารี่ที่เราแบ่งปันร่วมกับแฟนเพลงครับ”

j-hope “ผมว่ามันมีพลังที่งานเพลงมอบให้ครับ ความจริงใครจะอยากเปิดไดอารี่ แต่ด้วยการแสดงออกอย่างงดงามผ่านดนตรี ผมมองว่างานเพลงเองก็เป็นสิ่งที่ให้พลังกับเราเหมือนกันครับ ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดของ Jin ฮยองครับ ว่าในอนาคตต่อไปก็อยากจะมาแบ่งปัน, ดื่มด่ำ และแลกเปลี่ยนสิ่งที่พวกเราคิดและรู้สึก ด้วยความจริงใจที่ใส่ลงไปในเพลง ผมว่านี่แหละคือพอยท์สำคัญที่งานเพลงมอบให้ครับ”

Q: อยากทราบว่ามีความกดดันที่รายล้อมชื่อเสียงของ BTS หรือไม่ และยังมีข้อถกเถียงกันในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับกรณีที่ว่ามีเมมเบอร์ที่ต้องเข้าเกณฑ์ทหารในปีหน้าอีกด้วย คิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? 

Jin “ผมมองว่าการเกณฑ์ทหารเป็นเรื่องปกติสำหรับเยาวชนเกาหลีครับ อย่างที่ผมพูดอยู่ทุกครั้งว่าเมื่อถึงคราวที่ประเทศเรียกรายงานตัว ไม่ว่าเมื่อไหร่ผมก็ตอบรับครับ เมื่อถึงเวลาและมีการเรียกรายงานตัว ผมก็จะไป เมมเบอร์เองก็พูดคุยเรื่องนี้กันเยอะ ทุกคนเองก็จะเข้ารับใช้ชาติครับ”

RM “เรื่องความกดดันเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกอยู่ตลอดครับ เราอาจจะพูดถึงเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องตลก แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างเป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ที่สมเหตุสมผลไปซะหมด เพราะพวกเราได้รับความรักมากมาย เหมือนกับที่เขาว่าชื่อเสียงก็คือภาษีหรอกครับ พวกเราในฐานะศิลปินนักร้อง และในฐานะมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ เรามีกระบอกเสียงเพราะได้รับความรักมากมาย ซึ่งเราถือว่ามันคือพรหมลิขิตสำหรับเราครับ”

Q: พวกคุณอยู่จุดที่แทบจะคว้าความสำเร็จที่ศิลปินคนหนึ่งจะคว้ามาได้เกือบทั้งหมดแล้ว  ทุกๆ ครั้งที่ประสบความสำเร็จไปทีละอย่าง คุณรู้สึกเหนื่อยล้าหรือหมดกำลังใจบ้างไหม อยากทราบว่ามีวิธีเอาชนะสิ่งเหล่านี้ไหม

Jimin “อย่างผมเองไม่เคยรู้สึกหมดกำลังใจครับ ผมมีความสุข, รู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณมากๆ ความฝันและเป้าหมายเดิมของผมไม่ใช่อันดับ แต่เป็นการแสดง ก็เลยไม่ได้รู้สึกหมดกำลังใจอะไรมากครับ กลับกัน ผมว่าผมรู้สึกขอบคุณในสิ่งที่เป็นอยู่ และผมก็ได้รักษาความตั้งใจอย่างที่อยากทำให้ดีเอาไว้ได้แล้วล่ะครับ”

Jung Kook “ผมก็เหมือนกับ Jimin ฮยองครับ เพราะการที่พวกเราเต้น, ร้องเพลง และทำการแสดงมาตลอด มันไม่ได้เป็นเรื่องของการคว้ามาซึ่งความสำเร็จเพียงอย่างเดียว พวกเราก็แค่กลุ่มคนที่รู้สึกสนุกและมีความสุขมากๆ กับการยืนอยู่บนเวที อัลบั้มนี้และซิงเกิ้ลที่ผ่านมาก็เหมือนกัน ในอนาคตต่อไปพวกเราก็จะทำสิ่งที่พวกเราอยากทำ, เพลงต่างๆ ที่พวกเราทำได้ และทำการแสดงกันต่อไปครับ ผมไม่ได้ยึดติดกับอันดับ แต่ผมอยากจะสื่อสารในสิ่งที่ผมสื่อสารได้แก่อาร์มี่และผู้คนต่อไป”

Jimin “พวกเราไม่ได้ไม่รู้สึกถึงความกดดัน แต่มันต่างจากความรู้สึกหมดกำลังใจครับ มันอาจจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่สาเหตุของสถานการณ์ COVID-19 มันยากลำบากมากกว่าหมดกำลังใจครับ ผมเป็นคนที่รักการแสดง พอไม่สามารถทำการแสดงได้ มันก็เลยค่อนข้างลำบากครับ”

V “พูดกันตามตรงผมคือคนที่เผชิญกับความรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากเลยล่ะครับ ผมทราบดีเลยครับว่าความรู้สึกเหนื่อยล้า (Burnout) มันคืออะไร แต่ก่อนผมรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าทางจิตใจอย่างมาก แต่ช่วงนี้เวลารู้สึกเหนื่อยล้า ผมกลับรู้สึกว่าผมเองก็โตแล้วสินะ แล้วก็มีเพลงที่แต่งออกมาจากความรู้สึกเหนื่อยล้าด้วยครับ สมัยก่อนก็แค่เหนื่อยเฉยๆ แต่ผมในตอนนี้แต่งเพลงจากความรู้สึกเหนื่อยล้า และรู้สึกถึงความสำเร็จลุล่วง และถ้าหากเพลงออกมาดี ก็จะเกิดความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจจากการทำสำเร็จ ผมเอาชนะความเหนื่อยล้าได้จากวิธีนี้นี่แหละครับ เดี๋ยวนี้เวลาได้ฟีล ก็จะพยายามแต่งเพลงออกมา ถึงจะยังทำเพลงออกมาไม่ได้สมบูรณ์เหมือนเมมเบอร์คนอื่น แต่พอผมก็พยายามถ่ายทอดอารมณ์ของผมทั้งหมดผ่านเมโลดี้, เนื้อเพลง และแทรค เวลาผ่านไปมันก็ค่อยๆ โอเคขึ้นครับ”

Q: คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับคำวิจารณ์ที่ว่า K-Pop เดินทางมาถึงตลาดเพลงป็อปกระแสหลักจากการที่พวกคุณครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 อย่างยาวนาน และมีแพลนจะทำอะไรต่อไปในตลาดเพลงป็อป

RM “การเข้าสู่ตลาดกระแสหลัก น่าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการ สำหรับคำถามที่ว่าเมื่อเพลง ‘Dynamite’ ครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ได้ 3 สัปดาห์ คือการที่แนวเพลง K-Pop เดินทางมาถึงตลาดอเมริกันแล้วหรือไม่นั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นผมว่าก็ตั้งคำถามได้เหมือนกันว่าแล้ว K-Pop จะไปได้ถึงไหน ผมคิดว่าพรมแดนมันพังทลายลงไปแล้วในหลายๆ แง่ ถ้าคิดแบบนั้น ก็ต้องพูดกันก่อนว่า K-Pop จะไปได้ถึงไหน ถึงจะตอบคำถามนี้ได้ครับ ผมไม่คิดว่าอันดับ 1 Hot 100 เป็นเรื่องฟลุกหรือเป็นผลจากความโชคดี แต่ผมว่ามันคือเรื่องมหัศจรรย์และเป็นเกียรติที่คว้ามาได้ยาก ซึ่งศิลปินอันดับ 1 ใฝ่ฝันสักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะพวกเรา ผมเองก็อยากเห็นคนที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก หรือคนที่อยู่วงนอก ได้มีโอกาสขึ้นมามากขึ้นครับ ความจริงผมก็อาจจะไม่ได้อยู่ในจุดที่จะพูดแบบนี้ได้ แต่ก็มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ลืมจุดที่พวกเรายืนอยู่ในฐานะ BTS ลงง่ายๆ พอไม่ได้พบเจอแฟนๆ กันจริงๆ มันก็ทำให้เราคิดเหมือนกันว่าเราได้ที่ 1 จริงๆ หรือเปล่า”

“ผมคิดว่าถ้าเราทำผลลัพธ์ที่มีคุณค่าออกมาได้เรื่อยๆ เราก็จะไม่ลืมว่าเราเป็นใคร และยึดเกาะสองขาของเราบนพื้นดิน และทำอะไรออกมาได้ต่อไป ไม่ว่าจะในตลาดอเมริกาหรือที่ไหนก็ตาม การที่พวกเราทิ้งร่องรอยที่มีคุณค่าแก่ผู้คนทั่วโลก หรือมอบสิ่งที่ปลอบโยน คือสิ่งที่พวกเราทำได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องของธุรกิจครับ”

j-hope “ไม่รู้ว่ามันเป็นคำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามนี้ไหม แต่พวกเราก็ได้มาพบกับเพลง ‘Dynamite’ เหมือนพรหมลิขิต พอมันเป็นสิ่งที่พวกเราทำ, งานเพลงที่พวกเราอยากทำ ผมคิดว่าก็จะมีเพลงที่เราจะพบเหมือนเป็นพรหมลิขิตครับ ผมคิดถึงความคิดและหนทางเหล่านี้อย่างมากเลยล่ะครับ”

ที่มา | Break News, Newsen, iMBC
แปลจากเกาหลีเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

DMCA.com Protection Status

ทาง CANDYCLOVER มีความยินดีหากผู้อ่านเล็งเห็นประโยชน์ของคอนเทนต์นี้ และต้องการนำไปประกอบเอกสารหรือสื่อทางการศึกษา เผยแพร่ต่อบนโซเชียลมีเดีย รวมถึงนำไปผลิตของที่ระลึก เช่น Giveaway สำหรับแจกฟรี มิใช่การจัดจำหน่าย

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้อ้างอิง กรุณาติดต่อทางอีเมลล์ bts.candyclover@gmail.com และรอการตอบกลับที่ระบุว่าอนุญาตแล้วเท่านั้น ยกเว้นกรณีการนำข้อมูลที่ “แปล เรียบเรียง หรือจัดทำโดย CANDYCLOVER” ไปรีโพสต์ ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ รีโพสต์บนแฟนเพจ เว็บไซต์ หรือเว็บบอร์ด ที่มิใช่แพลตฟอร์มของ CANDYCLOVER พร้อมใส่เครดิตเองโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงนำไปเป็นคอนเทนต์ทางสื่อโทรทัศน์ หรือกระทำการใด ๆ ก็ตามที่เข้าข่ายแอบอ้างผลงาน หากพบเห็นจะดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด

หากท่านชื่นชอบคอนเทนต์ที่ CANDYCLOVER นำเสนอ สามารถให้การสนับสนุนพวกเราได้ง่าย ๆ เพียง 1.) ไม่สนับสนุนแอคเคาต์ที่แอบอ้างข้อมูลที่แปลโดย CANDYCLOVER 2.) รีพอร์ตแอคเคาต์ดังกล่าวผ่านระบบของแพลตฟอร์มที่ท่านพบเห็นโพสต์ที่เข้าข่าย โดยเลือกหัวข้อ “ละเมิดลิขสิทธิ์” 3.) สนับสนุนค่ากาแฟทาง Ko-fi หรือ Patreon

About the Author /

bts.candyclover@gmail.com

I go by the name Candy, a co-founder, admin, designer, translator, writer of and for CANDYCLOVER. I'm a graphic/UI designer and a self-taught Korean translator who's passionate about telling success stories of BTS in the form of mixed media from graphic to web-based experiences. Now, I'm also pursuing my career as a professional Korean translator. My recent book-length translation projects are: I AM BTS (TH Edition), BTS The Review (TH Edition) and more to come!