WINGS Concept Book: สัมภาษณ์ SUGA

“สิ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณ PD บังชีฮยอก และพลังของทีมโปรดิวซ์เพลงมากก็คือมีคนมากมายที่ไม่รู้ว่าซาวด์ที่ฟังนั้นดีรึเปล่า มันยากที่จะชี้ชัดว่าซาวด์ไหนคือคำตอบที่ใช่เพราะแต่ละคนก็มีรสนิยมต่างกันไป แต่ซาวด์พวกนั้นที่ใกล้เคียงกับคำตอบที่ใช่กลับชัดเจนมากในเพลงของพวกเรา การมิกซ์หรือการมาสเตอร์เพลงสำคัญพอๆ กับการทำเพลง เพราะฉะนั้นการมีคนที่มีทักษะในการแยกแยะแหล่งดีๆ กับซาวด์ดีๆ อยู่ในค่ายนั้นเป็นโชคดีของเราจริงๆ”
SUGA

ปี 2016 เป็นปีที่มีความหมายกับทั้ง BTS เองและกับตัว SUGA เอง

ยุ่งกันสุดๆ เลยล่ะครับ งานนั้นงานนี้เยอะไปหมด แต่ก่อนก็ใช้ชีวิตอย่างยุ่งๆ มาเหมือนกัน แต่ปีที่ผ่านมายิ่งกว่านั้นเลย เมมเบอร์ต่างคนต่างบอกว่า ‘ทุกคนเต็มที่กันมาก ทุ่มกันมากๆ’ โชคดีที่เป็นปีที่ได้หันหลังกลับมามองแบบนี้เพราะทุกอย่างเป็นไปได้ดี

แต่คุณดูไม่เคลิบเคลิ้มไปกับความรู้สึกดีๆ นั้นเลย

เราเป็นวงที่สมจริงครับ จนถึงตอนนี้เราก็ไปได้ดี และจะไปได้ดียิ่งขึ้น ถึงเราจะสนุกไปกับความยินดีดีใจแต่ไม่มีสักครั้งเลยที่เราพอใจกับมัน เราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเดบิวต์แล้ว ทุกครั้งที่ออกอัลบั้มเราจะกังวลว่า ‘มันจะไปได้ดีมั้ย?’ แล้วคนอื่นก็จะพูดถึงว่าอัลบั้มนี้สำคัญที่สุด เราก็เลยจะเครียดมาก แต่จุดแข็งเราก็คงจะเป็นการที่พวกเราจะยังไม่พอใจและคอยศึกษาเรียนรู้ต่อไป

ทำไมกันล่ะ?

สเกลของค่ายของพวกเราตั้งแต่ก่อนเดบิวต์นั้นเล็ก เงินก็ไม่มี แล้วพวกเราก็เกิดขึ้นมาตอนที่ค่ายเกือบจะล้มลง เพื่อนหลายต่อหลายคนที่ฝึกมาด้วยกันหลังจากที่ออกจากค่ายไปก็มาถามว่าตัวผมกับสิ่งที่ผมทำอยู่เป็นยังไง แต่แล้วผมก็ได้เดบิวต์ ผมเลยบอกกับพวกเราเมมเบอร์ตลอดว่าอย่าเพิ่งรู้สึกพอใจ ต้องเงยหน้าและเดินต่อไป ผมคิดว่าสิ่งแรกเลยคือการค่อยๆ แสดงสิ่งที่เราทำได้ให้ดีครับ

ทำอัลบั้มยังไง ตั้งแต่มิกซ์เทปที่ทำออกมาในชื่อ Agust D กระทั่งรีแพคเกจของ “피 땀 눈물 (Blood, Sweat & Tears)” เรื่องราวของตัวคุณก็ค่อยๆ สะท้อนอยู่ในภาพรวมอัลบั้มมากขึ้นๆ เหมือนกันด้วย

PD บังชีฮยอกบอกเอาไว้ว่าคนที่ปล่อยมิกซ์เทปออกมาแล้วจะดูสดใสขึ้นเลย ถึงขั้นเคยพูดด้วยซ้ำว่าคนฉุนเฉียวที่มีแต่ความเกรี้ยวกราดคนนั้นหายไปไหน สำหรับผมมันซับซ้อนมาก เพลงที่ผมทำแต่ก่อนก็เป็นการนำเอาสิ่งเหล่านั้นออกมา ลองคิดดูว่าไอดอลที่มีโอกาสทำอะไรแบบนี้จะมีสักกี่คน ผมรู้เลยว่าผมกำลังทำเพลงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีมากจริงๆ แต่ยังไงก็ตาม วงที่ชื่อ BTS หรือคนที่ชื่อมินยุนกิก็คือคนเล่าเรื่องคนเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมเลยตัดสินใจว่าถ้าผมสะท้อนเรื่องราวจริงๆ ของตัวเองลงไป คนฟังก็จะรู้สึกคล้อยตามได้มากขึ้น

อัลบั้มที่ปล่อยตอน BTS กับมิกซ์เทปต่างกันยังไง

มิกซ์เทปก็คือการแหกปากนี่แหละ (หัวเราะ) ผมว่าแรงผลักดันจากมิกซ์เทปกับแรงผลักดันจากอัลบั้ม BTS มันต่างกัน ก็กับ BTS ต้องละเอียดน่ะสิ อย่างแรกเลยคือไม่มีคำไหนเลยที่จะเอามาใช้ได้ ถ้าจะย่อสิ่งที่อยากจะเขียนออกมาให้ได้สั้นที่สุดละก็ ผมต้องคิดแล้วคิดอีกมากกว่าตอนทำมิกซ์เทปซะอีก

เพลง “First Love” ที่อยู่ในอัลบั้ม <WINGS> เป็นตัวเชื่อมรึเปล่า?

เพลงนั้นก็เป็นเพลงที่มีความหมายมาก “First Love” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเปียโนหลังแรกที่ผมเล่นตั้งแต่สมัยยังเด็กและเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของผม ผมร้องไห้ไปเยอะเลยตอนที่อัดเพลงนี้ น้ำตามันไหลไม่หยุดเลยกับความรู้สึกที่พุ่งขึ้นมาหลังผ่านครึ่งแรกของเพลงไป แต่พอทำมิกซ์เทป Agust D เสร็จผมก็ต้องไปทำอัลบั้มต่อ เลยต้องรีบเขียนเพลงเพราะไม่มีเวลา อัดเพลงผมก็อัดเองหมด หลังจากร้องไปอัดไปก็ส่งเพลงแล้วก็ต้องไปขึ้นเครื่องต่อทันที แต่แล้วก็ได้รับโทรศัพท์ว่าอาจจะต้องอัดเพลงใหม่เพราะไฟล์พัง อุตส่าห์ร้องพรากๆ ไปอัดไปขนาดนั้นนะเนี่ย! (หัวเราะ) พอกลับมาเกาหลีอีกรอบ อัดเพลงเสร็จอีก 4-5 ชั่วโมงก็ไปขึ้นเครื่องอีกรอบอีก เครียดเหมือนกันแต่สนุกดีครับ

เหตุผลที่หยิบยกข้อความในเพลงโซโล่นี้จากบรรดาเรื่องราวทั้งหลายคืออะไร

ตอน PD บังชีฮยอกคุยเรื่องคอนเซ็ปต์อัลบั้มตอนแรก เขาบอกว่าจะมีเพลงโซโล่ก็เลยคิดใหญ่เลยว่าจะเป็นเพลงแบบไหนดี ผมดันเพลง “So Far Away” ที่อยู่ในอัลบั้มมิกซ์เทปตอนนี้ด้วยเพราะเป็นสไตล์ที่ผมถนัดและดูน่าจะเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ดี ผมก็เลยถามไปว่า “(เพลง So Far Away) เป็นไงครับ?” เขาบอกว่าก็โอเคแต่อาจจะต้องคุยกันอีกหน่อย แล้วเพลงนั้นก็เลยได้ใส่ไปในมิกซ์เทป พอฟังเพลงของเมมเบอร์คนอื่นๆ แล้วผมเลยคิดว่าถ้าเพลงของผมหดหู่ ภาพรวมอัลบั้มคงจะห่อเหี่ยวแน่ๆ ผมเลยคิดว่าถ้าผมทำเพลงสไตล์ ‘หนักๆ’ ที่ผมถนัดที่สุดล่ะจะเป็นยังไง แต่แบบนั้นมันก็จะไม่เข้ากับโฟลวของอัลบั้มอีก เพราะฉะนั้นผมก็เลยเริ่มทำแทรคที่มีแต่แรพ จริงๆ แล้ว ไลน์หลักของ “First Love” เหมือนกับ “So Far Away” ผมนึกถึงท่อนออร์เคสตราที่ไม่ได้ใส่ไปเพราะไม่มีเวลาขึ้นมาได้ ก็เลยเก็บไลน์นั้นมาใช้ พอฟังเพลง “First Love“ ดูแล้ว ผมแรพต่อเนื่องไป 3 นาที 9 วินาทีเลย สนุกมากเลยเพราะเป็นสไตล์ที่ไม่ค่อยมีช่วงนี้

เดิมทีไม่ใช่คนที่เปิดเผยความรู้สึก แต่สิ่งที่แรพออกมาดูผ่อนคลายมาก

ผมว่าผมไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติมา ผมเริ่มทำเพลงมาตั้งแต่อายุยังน้อย จากบ้านมาตั้งแต่อายุยังน้อยเหมือนกัน ใช้ชีวิตมามีเรื่องนั้นเรื่องนี้สนุกๆ มากมาย เดิมทีผมเป็นคนแสดงออกอะไรแบบนั้นไม่เก่ง เป็นสิ่งที่จะไม่ทำเลยด้วยซ้ำ แต่ผมก็อยู่อย่างมีความหวังมาตลอดให้มีใครสักคนรับรู้บ้าง ผมเลยทำมิกซ์เทป Agust D อย่างสบายๆ และพอใจกับผลของมัน

แต่ก่อนเป็นยังไง

ผมเคยใช้ชีวิตด้วยเงินสามแสนวอนต่อเดือน ข้าวก็เลยไม่ได้กินครบสามมื้อ ลำบากมากแต่กลับรู้สึกสนุกมากทั้งๆ ที่แต่ก่อนก็ไม่ได้มีจะกินขนาดนั้นเลย ก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไม คงเพราะความสับสนข้างในและความอยากจะรุ่งให้ได้เร็วๆ หลังเดบิวต์มันมีมากจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าไม่รุ่ง แต่มันลำบากเพราะผมตั้งความหวังเอาไว้สูง ตอนอยู่ม.ปลายเราต่างเล่นสนุกไปกับเพื่อน ผมลองกลับไปโรงเรียน ได้เดินเล่น ได้เรียบเรียงความคิด แล้วถึงมองเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำ

ผลที่ออกมาคือ “First Love” หรือ “Spring Day (봄날)” หรือเปล่า

ใช่ครับ Agust D เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับผมเลย เป็นงานที่ผมทำออกมาที่ดีที่สุดในปี 2016 เลย ตลอดมานั้นผมเหนื่อยใจมาก กังวลทั้งการเป็นไอดอล และยังได้มาเจอคนที่รู้จักสมัยก่อนเมื่อไม่นานมานี้บอกว่าผมเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ถามว่าพอใจกับเพลงที่ทำออกมาในมิกซ์เทป Agust D มั้ย ก็กลับรู้สึกว่ายังไม่พอใจ เวลาก็ไม่มี จุดที่ยังเสียดายก็มีเยอะ แต่ถามว่าเสียดายในเรื่องการทำมิกซ์เทปมั้ย ผมอยากบอกมากว่าผมรู้สึกดีกับมันมากเลย เมมเบอร์เองก็เหมือนกัน เขาบอกกันว่า มิกซ์เทปของฮยองเนี่ย กร้าว-กร้าว-กร้าว-กร้าว มากๆ เลย (หัวเราะ) ผมก็ว่างั้นแหละ ก็อยู่ในสถานการณ์ที่ทำอะไรนอกเหนือจากนั้นไม่ได้ ถามว่าเสียดายที่ทำออกมาแบบนั้นมั้ย ตอบเลยว่าไม่เลย หลังจากนั้นทำเพลงไปก็ผ่อนคลายลงหน่อย ค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติขึ้นเลยล่ะ เพราะไม่ได้มีข้อจำกัด ตึงๆๆ เหมือนแต่ก่อน

การทำเพลง “피 땀 눈물 (Blood, Sweat & Tears)” เป็นยังไง

ฟังบีทที่ Pdogg ฮยองทำออกมาให้ก่อนแล้วรู้สึกชอบมากเลย สิ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณกับสตาฟในค่ายของเราก็คือการที่กระทั่ง Pdogg ฮยองและ PD บังชีฮยอกเองก็พัฒนาขึ้นตลอดเหมือนกัน ครึ่งนึงของเพลงไตเติ้ล Pdogg ฮยองทำมาให้ ส่วนอีกครึ่งพวกเราต้องทำเอง แต่พวกเรากลับเริ่มงานโดยไม่มีความรู้สึกกดดันเลย ปกติผมจะเป็นคนที่ทำเพลงไปเครียดไป ถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ อะไรแบบนี้ แต่ครั้งนั้นผมเขียนเพลงไปเล่นเกมส์ไป เล่นไปหลายด่าน จนรู้ตัวอีกทีก็เขียนโครงร่างคร่าวๆ เสร็จ

การใส่ตัวตนของตัวเองในซาวด์หรือโฟลวที่ต่างไปจากแต่ก่อนยากมั้ย

ผมละเอียดอ่อนขึ้นมากจริงๆ กับการทำเพลงมิกซ์เทป Agust D ผมแก้บีททั้งหมดทีละบีทๆ ถึงขั้นลงมือมิกซ์เองเลย อัลบั้มนี้ผมให้ 93 เต็ม 100 เลยในเรื่องซาวด์ สิ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณ PD บังชีฮยอก และพลังของทีมโปรดิวซ์เพลงมากก็คือมีคนมากมายที่ไม่รู้ว่าซาวด์ที่ฟังนั้นดีรึเปล่า มันยากที่จะชี้ชัดว่าซาวด์ไหนคือคำตอบที่ใช่เพราะแต่ละคนก็มีรสนิยมต่างกันไป แต่ซาวด์พวกนั้นที่ใกล้เคียงกับคำตอบที่ใช่กลับชัดเจนมากในเพลงของพวกเรา การมิกซ์หรือการมาสเตอร์เพลงสำคัญพอๆ กับการทำเพลง เพราะฉะนั้นการมีคนที่มีทักษะในการแยกแยะแหล่งดีๆ กับซาวด์ดีๆ อยู่ในค่ายนั้นเป็นโชคดีของเราจริงๆ ตอนฟังเพลงในอัลบั้มครั้งแรกในห้องของ Pdogg ฮยองกับเมมเบอร์ทุกคน พวกเราขนลุกแล้ว ขนลุกอีกกันใหญ่ พูดตรงๆ เลยว่าเทียบกับซาวด์ของศิลปินต่างชาติแล้วไม่ได้ด้อยไปกว่าเลย

ตอนนี้เวลาทำเพลง ถึงจะไม่จุกจิกมากแล้วแต่คุณก็คงมีความมั่นใจในการนำเอาคุณภาพระดับนึงออกมา

ไม่ใช่ว่าเครียดแล้วจะมีของดีๆ ออกมาเสมอไป สมัยก่อนผมเป็นคนที่เสาะหาแต่ความสมบูรณ์แบบอย่างมาก แต่จริงๆ คนที่ถูกเรียกว่าเป็นคนที่ยึดในความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ไม่สมบูรณ์แบบหรอก มันมีความซับซ้อนของมันอยู่ เวลาเราหันกลับไปมองตอนทุกอย่างผ่านไปแล้วเราจะประเมิณได้เลยเพราะ ณ ตอนนั้นเราไม่มีทางรู้หรอกครับ แต่ยังไงมันลำบากก็เพราะเรามีความโลภ พอคิดแบบนี้ผมก็จะสบายใจขึ้นหน่อย ในความเป็นจริงผมอยู่ด้วยการเล่าเรื่องผ่านเพลงว่าถ้าผมล้มจะเป็นยังไง ถ้าผมเจ็บจะเป็นยังไงไม่ได้หรอก ผมคิดว่าผมล้มไม่ได้ ถ้าล้มก็จบเลย ลงเหวเลย เจ็บก็ต้องทน แต่ตอนนี้ความคิดผมเปลี่ยนไปมากเพราะผมเองก็เป็นคนเหมือนกัน

เป้าหมายของ SUGA นั้นขนาดไหน?

ผมคิดว่านักดนตรีเป็นอาชีพที่ควรจะพึงพอใจให้ช้าที่สุด แน่นอนว่าเงินก็สำคัญ มาตรฐานของความสำเร็จก็สำคัญ แต่ผมก็สงสัย ว่า BTS และคนที่ชื่อมินยุนกิ สุดท้ายแล้วจะไปได้ถึงไหน PD บังชีฮยอกก็เคยพูดเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน ในระดับนี้ พวกนายต้องบุกเบิกเส้นทางใหม่ๆ ให้กับรุ่นน้อง ไม่ใช่รุ่นน้องในค่าย แต่หมายถึงไอดอลทั้งหลายที่ททำเพลงในเกาหลี แต่ก่อนผมคิดว่าถ้าเราเดบิวต์เร็วกว่านี้ 3 ปี เราจะประสบความสำเร็จกว่านี้มั้ย แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่คิดแบบนั้นแล้ว ผมคิดว่าพวกเรากำลังเดินบนเส้นทางที่รุ่นพี่เกลี่ยไว้ให้ และได้รับประโยชน์จาก NAVER V APP กับ Twitter อย่างมาก พวกเราก็จะบุกเบิกเส้นทางให้ศิลปินหลายๆ คนได้มีโอกาสนำเพลงที่ดีกว่าไปให้คนได้ฟังทั่วโลกได้ง่ายยิ่งขึ้น

รู้สึกยังไงที่คนทั่วโลกได้ฟังเพลงของตัวเอง

นี่คือครึ่งนึงของเป้าหมายที่ผมคิดเอาไว้ ผมเคยทำงานเป็นวิศวกรเสียงในสตูอิโอและเขียนเพลงไปด้วยกับแสดงไปด้วยที่แดกู แต่เวลาแสดงกลับไม่มีคนดูเลย อย่างมากก็แค่ห้าสิบคน เป็นความรู้สึกเหมือนทำเพลงอยู่คนเดียว ผมเสียเงินทุกวัน หลังแสดงก็ไม่มีเงินกินข้าว ผมหน่ายกับอะไรพวกนี้จริงๆ ถ้าจะทำเพลงที่ตัวเองพอใจคนเดียวทำเพลงที่บ้านเองก็คงจะมีประโยชน์กับสุขภาพจิตผมมากกว่า (หัวเราะ) แต่เพราะผมอยากให้คนฟังเพลงของผมเยอะๆ ผมก็เลยมาโซล ความสำเร็จของ BTS ตอนนี้มันเลยสุดยอดจริงๆ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้ผมมาเป็นไอดอล

ถ้างั้นแล้วเรื่องราวที่อยากให้คนฟังตอนนี้คืออะไร

ไม่ว่าจะด้วยการแรพหรือวิธีไหนๆ ผมตัดสินใจกับเพลงที่ผมอยากทำแล้ว ก็คือเพลงที่ให้ความหวังแบบเพลง ”Tomorrow” หรือเพลง ”So Far Away” หลายคนมักตั้งคำถามกับคนที่สิ้นหวังที่สุดที่อยากทำเพลงแบบนั้น (หัวเราะ) ผมโตมากับการฟังเพลงของ Epik High ณ ตอนนั้นเพลงที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความฝังหรือเปี่ยมไปด้วยความหวังกำลังเป็นกระแส เป็นเพราะเพลงที่ Tablo ฮยองทำที่ผมชอบเป็นเพลงประเภทนั้น มันเป็นแรงผลักดันกับผมมาก ผมก็อยากจะนำแรงผลักดันนี้ไปสู่หนทางที่ดีครับ

 

ที่มา | บทสัมภาษณ์จาก WINGS Concept Book (CANDYCLOVER), รูปสแกนจาก Celsius613
แปลจากเกาหลีเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

Comments

What's on Instagram