WINGS Concept Book: สัมภาษณ์ JUNGKOOK

เรียนจบม.ปลายแล้ว

ถ้าผมเรียนตามปกติไปเรื่อยๆ อยู่กับเพื่อนๆ ไปจนเรียนจบ ก็คงจะรู้สึกว่า ‘ในที่สุดก็เป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ’ แต่ผมเริ่มออกมาใช้ชีวิตตั้งแต่อายุสิบห้า ก็เลยยังรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นเด็กอยู่เลย ถึงจะอายุยี่สิบแล้ว แต่อายุใจยังใช้ชีวิตเหมือนอายุสิบห้าอยู่เลย เพราะรอบๆ ตัวก็มีแต่ผู้ใหญ่ด้วย

เมมเบอร์คนอื่นปฏิบัติกับคุณแบบผู้ใหญ่รึเปล่า

พวกเขาจะพูดว่า ‘เดี๋ยวนี้นายเองก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว’ มากกว่าจะปฏิบัติกับผมแบบผู้ใหญ่ เขาจะพูดประมาณว่านายก็เป็นผู้ใหญ่แล้วทำอะไรก็ต้องระวังล่ะ (หัวเราะ) โดยเฉพาะเวลาที่ผมเล่นแรงๆ เขาก็จะพูดว่า อยู่นิ่งๆ มั่งได้ละ พอได้ละ ผมเป็นสไตล์ที่เรียนรู้จากการลองไอ้นั่นไอ้นี่ ถ้าเขาพูดอะไรกับผมแบบนั้นผมก็จะรับฟังและค่อยๆ ปรับไปทีละนิด ผมได้เรียนรู้แต่ละอย่างก็เพราะพวกฮยองเลย

เรื่องที่เพิ่งเล่านี่เนื้อหาของเพลงโซโล่ “Begin” เลยนี่

พวกเราเจ็ดคนกับโปรดิวเซอร์บังชีฮยอกเคยรวมตัวกันพูดคุยเรื่องสิ่งที่เคยเจ็บใจ, ความเครียดสั่งสมมาตั้งแต่สมัยก่อน แล้วก็ร้องไห้ไปด้วยกันด้วยครับ ตอนนั้น RAP MONSTER ฮยองฟังเรื่องราวของผมแล้วเอาไปเขียนเป็นเนื้อเพลง

เทียบกับตอนก่อนเดบิวต์แล้ว รู้สึกถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปเพราะเมมเบอร์เลยมั้ย

เปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ ผมมีสิ่งที่เรียกว่าความมั่นใจมากขึ้น แต่ก่อนผมพูดขนาดนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ผมคอยดูพวกฮยองให้สัมภาษณ์อยู่ข้างๆ มาจนถึงเดี๋ยวนี้ เวลาผ่านไปผมก็มีนิสับที่ค่อยๆ พูดมากขึ้น แล้วก็ให้สัมภาษณ์ได้ พวกฮยองเขาสร้างผมขึ้นมาจริงๆ ถ้าได้เรียนรู้ด้านเพลงจากการดูศิลปินต่างชาติแล้ว ส่วนที่เหลือเกือบทุกอย่างผมก็ได้รับมาจากพวกฮยองนี่แหละครับ

เป็นพวกที่แสดงความรู้สึกเก่งมั้ย?

ไม่เก่งเลยครับ ขนาดพูดขอบคุณผมยังรู้สึกจักจี้ผมเลยไม่ค่อยได้พูดเลย แต่แน่นอนว่าผมชอบบ่น (หัวเราะ) เพราะมันพูดได้สบายๆ ให้พูดเรื่องดีๆ เดี๋ยวนี้ก็ยังรู้สึกจักจี้อยู่เลย การพูดผ่านข้อความก็พอจะทำได้เพราะมันง่ายกว่าระดับนึง แต่ให้พูดออกมาตริงๆ ยังไงผมก็ว่ามันลำบากสำหรับผม

BTS เป็นวงที่เติบโตมากับเรื่องราวของแต่ละอัลบั้ม และการเติบโตของตัว JUNGKOOK เองก็เติบโตมากับการเติบโตของ BTS

พอนึกถึง WINGS แล้ว ผมมีจุดที่เหมือนซินแคลร์ในเรื่องเดเมียนเยอะแยะเลย ทั้งการเป็นคนที่ปลีกตัวจากความเป็นห่วงเป็นใยของคนอื่น หรือพอเป็นผู้ใหญ่แล้วล่องลอยไปเลย ผมน่ะเหมือนเขาเลยจริงๆ ผมว่ามันเป็นอัลบั้มที่พอได้ฟังคอนเซ็ปต์แล้วมีอะไรให้ตัวเองได้คิดเยอะมากกว่าความพิเศษของมันอีก ‘ผมก็อยากจะเป็นผู้ใหญ่จริงๆ บ้าง’ แต่พอมองดูพวกฮยองแล้วผมกลับยังทำอะไรเองไม่ได้เลย ในขณะที่พวกเขาคิดเอง ทำอะไรออกมาเองอยู่ตลอด แต่เพราะผมยังขาดอะไรอีกเยอะ ป่านนี้เลยยังไม่มีอะไรที่ทำได้เองเป็นชิ้นเป็นอัน ผมทำเพลงก็ไม่เก่ง แต่ก็หวังว่าจะสั่งสมประสบการณ์และทำอะไรได้บ้าง คิดว่าอยากจะเป็นแบบนั้นให้ได้

หมายถึงอยากจะทำเพลงรึเปล่า

ก็ใช่ในระดับนึงนะ ก่อนวันสัมภาษณ์ ผมก็ลองทำ Midi เองจนถึง 7 โมงเช้าเลย การทำเพลงมันยากมากเพราะผมไม่รู้คอร์ดเปียโนเพราะไม่ได้เรียน พวกฮยองเองก็เหนื่อยกันหมด ผมเลยไม่อยากจะไปกวนโดยการถามในสิ่งที่ผมไม่รู้ ผมอยากได้โน้ตนี้ตรงนี้แต่การหาโน้ตแต่ละตัวมันยากก็เลยกดทุกโน้ตทีละโน้ตเลย ผมเคยบอกกับค่ายตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วว่าอยากจะเรียนเปียโนเร็วๆ จะได้เริ่มทำเพลงได้ ตอนนี้ผมเลยกำลังวางแผนทำ Midi อย่างจริงจังครับ

แต่เมมเบอร์ของวงๆ นึงไม่จำเป็นต้องทำเพลงเป็นทุกคนไม่ใช่หรอ

วงนึงทำเพลงเป็นกันสองสามคนแล้วไม่ได้หมายความว่าเมมเบอร์ที่เหลือไม่ต้องทำก็ได้นี่ครับ ถ้าทำเพลงได้ทุกคนก็ดีนี่นา แล้วฟีลลิ่งของเพลงที่ผมชอบก็ต่างจากที่เมมเบอร์คนอื่นชอบด้วย ผมก็มีใจอยากจะทำเพลงเล่าเรื่องราวจากฟีลลิ่งของผมด้วยเสียงของผมให้ฟัง แต่ถึงพยายามยังไงมันก็ยังทำไม่ได้ ผมก็เลยเจ็บใจ เมื่อไม่นานมานี้ผมเลยมีความคิดว่าอยากจะจัดการกับ Midi ให้ได้จะได้ใส่ของชื่อผมลงไปในเครดิตได้เร็วๆ

อยากจะทำให้ได้ถึงระดับไหน?

ยังไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นเลย ผมแค่อยากจะค่อยๆ ลองทำดูสักครั้ง ไม่ได้อยากจะเร่งรีบอะไร

ฟีลลิ่งของเพลงที่ตัวเองชอบเป็นเพลงประเภทไหน

ผมชอบเพลงที่สงบๆ เพลงเศร้าๆ และเต็มไปด้วยอารมณ์ หม่นๆ มากกว่าสดใส แล้วก็ชอบฟังเสียงเปียโนหรือกีต้าร์เป็นพิเศษเลย เวลาที่อยากจะสนุกก็ฟังเพลงเสียงดังๆ แบบฮิปฮอปหรืออิเล็กโทรนิคเยอะเหมือนกัน แต่ปกติแล้วผมสนุกกับการฟังเพลงที่สงบๆ สุดๆ พวกป๊อปบัลลาร์ดอะไรงี้

เก่งรอบด้านก็เลยได้ชื่อเล่นว่า ‘มังเน่ทองคำ’ มาตั้งแต่สมัยเดบิวต์ มีตอนที่รู้สึกเสียความมั่นใจบ้างมั้ย

ผมเป็นสไตล์ที่จะหงอยอยู่ข้างในมากกว่าไม่มีความมั่นใจ ผมเป็นคนที่มีมุมมองว่าถึงเต้นได้ดีมาก ก็จะคิดว่ามันยังอีกไกล หรือถ้าร้องเพลงได้ดี ก็จะยังคิดว่า ‘ฉันร้องเพลงไม่เอาไหน’ ไม่แน่จากนี้ไป ต่อให้ผมยังคงฝึกร้องเพลงไปเรื่อยๆ อีก 10 ปี จนกลายเป็นคนที่ร้องเพลงเก่งจริงๆ ก็อาจจะยังคิดอย่างนั้นก็ได้ ต่อให้มีการร้องที่ ‘เฉียบขาด’ ยังไงก็ยังคงคิดแบบนี้ ปกติผมเป็นคนประเภทนี้นี่แหละครับ

ไอดอลคืออาชีพที่ต้องแสดงมุมมองว่า ‘ฉันเก่งที่สุด’ บนเวทีไม่ใช่หรอ

บนเวทีคืออีกเรื่องกัน ผมจะคิดว่าต้องแสดงให้เห็นสิ่งที่แสดงออกมาได้เต็มที่ให้หมดก่อนจะลงมาจากเวที หลังลงมาจากเวทีแล้วคือเรื่องที่ผมคิดเกี่ยวกับตัวเองเองไง พูดว่ายังแห่งไกลน่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมรู้สึกมากกว่าไม่มีความมั่นใจครับ

ในอัลบั้ม WINGS เพลงโซโล่ของแต่ละเมมเบอร์อยู่ด้วย กลายเป็นโอกาสที่ทำให้ได้ค่อยๆ แสดงสีสันที่หลากหลายของแต่ละคนมากขึ้น แล้วตัวเองรับบทบาทไหนในวง BTS

ผมเป็นอะไรในวงนะ… สงสัยเหมือนกันว่าพวกฮยองคิดยังไงกับผม แต่ก็ไม่เคยถามเลย ถามได้มั้ยนะว่า ‘คิดยังไงกับผมหรอ?’ (หัวเราะ) คิดแต่ว่าถ้าเป็นคนที่ช่วยไม่ให้วงเกิดความเสียหายได้ก็คงดี และถึงเมมเบอร์คนอื่นจะเก่ง แต่ผมก็อยากจะเป็นคนที่ถ้าขาดไปแล้วเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไป เมื่อรวมทั้งเจ็ดคนเข้าด้วยกันผมอยากจะเป็นเมมเบอร์ที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานเป็นทีมครับ

เพื่อที่จะทำแบบนั้นได้ การหาตัวตนที่ชัดเจนของตัวเองก็สำคัญเหมือนกัน

ผมยังไม่มีอะไรแบบนั้น ผมน่ะนะ ไม่มีแก่นสารอะไร ผมคิดแบบนั้นครับ ผมก็เลยเรียนรู้มากขึ้น ตั้งใจมากขึ้นเพื่อที่จะสั่งสมประสบการณ์ได้เร็วๆ การค้นหาตัวเอง มองอีกแง่มันก็เป็นเป้าหมายของชีวิตเลยจริงๆ

 

ที่มา | บทสัมภาษณ์จาก WINGS Concept Book (CANDYCLOVER), รูปสแกนจาก Celsius613
แปลจากเกาหลีเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

Comments

What's on Instagram