กฎสองข้อที่บังชีฮยอกเน้นย้ำกับ BTS

บทสัมภาษณ์คุณบังชีฮยอกต่อเนื่องจาก านแถลงข่าวคอนเสิร์ต ‘2017 BTS LIVE TRILOGY EPISODE 3-THE WINGS TOUR THE FINAL’

Q: คุณเคยพูดตอน BTS เดบิวต์ช่วงแรกว่า BTS เป็นวงที่คุณปั้นขึ้นโดยที่มี RM เป็นแกนกลาง ถ้าอย่างนั้นตอนนี้คุณมองว่าเมมเบอร์คนไหนที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตมากที่สุด?

“ที่เคยเล่าว่าปั้น BTS โดยที่มี RM เป็นแกนกลางนั้นผมหมายถึงว่าตอนผมเห็นเมมเบอร์ที่ชื่อ RM คนนี้ครั้งแรก ผมเกิดความรู้สึกว่าต้องจับเด็กที่มีความสามารถขนาดนี้คนนี้มาเดบิวต์ให้ได้ต่างหากครับ ส่วนจะให้ผมเลือกมาสักคนน่ะมันยาก ความสำคัญของการเติบโตขึ้นในฐานะวงมากกว่าตัวบุคคลถูกปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยที่พวกเขาเป็นเด็กฝึก BTS เป็นวงที่มีคอนเซ็ปต์ในเรื่องการเติบโตเป็นพื้นฐานเลยครับ BTS เติบโตขึ้นในระดับที่น่าทึ่งจนทำให้ผมรู้สึกประทับใจเลยครับ”

Q: Big Hit Entertainment ประสบความสำเร็จในฐานะบริษัทขนาดเล็ก แรกเริ่มเดิมทีพวกเขาไม่ใช่วงที่ตั้งเป้าที่จะเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ช่วยเล่าถึงเพลงต่างๆ ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการเส้นทางเติบโตหน่อยค่ะ

“ประวัติศาสตร์ของ BTS ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยที่มีความเป็นธรรมชาติและหลากหลาย เพราะฉะนั้นจะให้หยิบยกจุดเปลี่ยนของการเติบโตออกมาพูดไม่ใช่เรื่องง่าย ผมจะบอกให้ว่าต้องไปรวบรวมทัศนะของแฟนๆ หรือคนที่วิเคราะห์ถึงจะเหมาะสมครับ ก่อนอื่นเพลง ‘쩔어 (Dope)’ ผมมองว่ากระแสตอบรับที่เกิดขึ้นระหว่างบรรดา YouTuber ที่ทำวิดีโอรีแอคชั่นกันเป็นมืออาชีพเป็นส่วนสำคัญ แฟนคลับต่างชาติของ BTS มารวมตัวกัน  นำมาซึ่ง ‘การแลกเปลี่ยน’ ระหว่างแฟนคลับอย่างเต็มรูปแบบ ตอน ‘불타오르네 (FIRE)’ แฟนคลับที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนก็บูมขึ้นมา และความเป็นสากลกับความนิยมจากในเพลง ‘피 땀 눈물 (Blood Sweat Tears)’ ก็ถูกแสดงให้เห็นมากขึ้น ส่วนหลังจากนั้นก็อย่างที่ทราบกันดีว่าความสนใจจากทั้ง Billboard และสื่อต่างๆ ของอเมริการวมกันอย่างกับกลิ้งก้อนหิมะ ผมว่านี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เป็น BTS ในวันนี้”ผมว่านี่ล่ะครับคือสิ่งที่ทำให้เป็น BTS ในทุกวันนี้”

Q: หวังอะไรในการเติบโตของ BTS ต่อไปมั้ยคะ

“ถ้ามีอะไรที่ผมหวังล่ะก็ สิ่งนั้นก็คือการที่ผมอยากจะสร้างต้นแบบทางอุตสาหกรรมโดยที่ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความสำเร็จที่คาดหวังในอเมริกาออกมาให้เก่งๆ ผมอยากจะรับบทบาทนั้นที่ค่ายต่างๆ เคยทำให้อุตสาหกรรม K-Pop เกิดขึ้นได้ในอดีต ผมหวังว่าจะมอบโอกาสให้แก่ค่ายต่างๆ ที่มีแผนจะเข้าสู่ตลาดตะวันตกบ้างครับ”

Q: คุณบอกว่าคุณจำกัดความกุญแจสู่ความสำเร็จด้วยคำๆ เดียวไม่ได้ แล้วก่อนหน้านี้เคยมีประสบการณ์เข้าสู่ตลาดต่างประเทศมาก่อนบ้างรึเปล่าคะ?

“ผมไม่เคยตั้งใจจะเข้าสู่ตลาดต่างประเทศมาก่อนเลยครับ ผมมองว่ามีหลายปัจจับที่สร้าง BTS ในปัจจุบันขึ้นมา แรกเริ่มที่สร้าง BTS ขึ้นมาผมมีความคิดว่าจะต้องรักษาคุณค่าทางเอกลักษณ์ของ K-Pop เอาไว้ ไม่ได้พูดให้ดูเว่อร์นะครับ แต่ผมมองว่าแนวดนตรีที่ถูกเรียกว่า K-Pop มาตั้งแต่กลางยุค 90 ซึ่งมีความสวยงามทางทัศนะ, มีดนตรีที่ทำหน้าที่เป็นแพคเกจรวม และมีการแสดงบนเวทีนั้นเป็นแนวดนตรีที่ดีมาก ผมมองว่าต้องรักษาส่วนเหล่านี้เอาไว้ครับ

การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศเป็นเรื่องพื้นฐานของแนวเพลง K-Pop ไม่มีแบบแผนในการบุกตลาดว่าจะต้องเป็นประเทศไหนหรือวัฒนธรรมใด ผมมีความคิดเพียงว่าจะต้องเพิ่มคุณค่าของ BTS เพื่อรักษาคุณค่าทางเอกลักษณ์ของ K-Pop เอาไว้ ความคิดที่อยากจะทำเพลงฮิปฮอปที่เป็นสัญลักษณ์ของเพลงของคนผิวดำก็มาจากการที่เมมเบอร์ชอบแนวเพลงพวกนี้ และอีกอย่างคือการใส่ความจริงใจลงไปในเรื่องราวของเมมเบอร์ที่ชอบเพลงพวกนี้ สองสิ่งนี้กลายเป็นตัวการที่ลดกำแพงในการเข้าถึงตลาดเพลงตะวันตกลงได้ แนวเพลง K-Pop อาจไม่เป็นที่คุ้นเคยในตลาดเพลงตะวันตก แต่ถ้าหากมีความคุ้นเคยกับแนวเพลงคนผิวดำหรือเพลงฮิปฮอปก็จะเข้าถึง K-Pop ได้ไม่ยากเลยครับ”

บังชีฮยอก

เป้าหมายของ BTS คือสิ่งที่คุณต้องไปถามจากปาก BTS เอง

Q: คุณมองว่าความสำเร็จต่างๆ ที่ผ่านมาจะมีอิทธิพลต่อไปยังไงกับตัว BTS ในอนาคต จากตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวล แล้วคุณล่ะคะคิดว่ายังไง 

“จะตัวผมหรือตัวเมมเบอร์เองไม่ได้มีความคิดเปลี่ยนไปสักเท่าไหร่เลย จุดยืนของพวกผมคือตั้งใจทำในสิ่งที่ทำมา และทำสิ่งที่ทำได้ดีให้ดี การโคจรมาพบกับแนวเพลงอื่นๆ นอกวงโคจร K-Pop ที่ศิลปินต่างได้มาทำเพลงอย่างสนุกสนานร่วมกันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เหมือนกับเคสของเพลง MIC Drop เวอร์ชั่น Remix ในครั้งนี้ครับ”

Q: คิดยังไงกับเป้าหมายของ BTS คะ

“มันคงไม่เหมาะเท่าไหร่ที่จะให้ผมพูดถึงเป้าหมายของ BTS ผมมองว่าต้องให้ BTS พูดเองถึงจะถูก ความฝันของศิลปินที่ขึ้นมาถึงเลเวลนี้ได้ต้องให้เจ้าตัวเขาพูดเองถึงจะถูก ผมเองก็อยากรู้และอยากฟังเป้าหมายของพวกเขาเหมือนกัน”

Q: คุณก็คงไม่พ้นที่จะต้องสร้างอารมณ์ร่วมของผู้ฟังกับตลาดอเมริกาต่อไป มีแผนอะไรอยู่ในใจมั้ยคะ 

“นี่เหมือนเป็นคำถามว่า BTS จะทำอะไรต่อไปในอนาคตเลยนะครับ ก็ไม่ใช่การลุยครั้งเดียวจบแน่ๆ ล่ะครับ แต่ในส่วนการตั้งเป้าหมายออกเพลงภาษาอังกฤษเพื่อเข้าสู่ตลาดเพลงอเมริกาเป็นสิ่งที่ต่างไปจากสิ่งที่พวกเรามีแผนจะทำเลยครับ ผมคิดว่าการที่จะให้ศิลปิน K-Pop ทุกคนไปเรียนภาษาอังกฤษแล้วเซ็นต์สัญญากับค่ายในอเมริกาเพื่อไปบุกตลาดอเมริกาและรับความรักจากแฟนๆ อเมริกาไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า K-Pop นั่นมันเป็นการเดบิวต์ในตลาดเพลงอเมริกาของศิลปินเอเชีย นี่ล่ะมั้งครับที่เป็นจุดแข็งของ BTS เราอาจจะให้ความไว้วางใจกับแฟนคลับมากๆ ก็ได้ แต่ผมกลับอยากที่จะตั้งใจทำงานเพื่อให้พวกเขามาชอบ เราไม่มีทางเลือกไปใช้ภาษาอังกฤษหรอก ผมมองว่าแฟนๆ จะเป็นคนเปิดเส้นทางต่อไปมากกว่า สิ่งที่ผมต้องทำคือการเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีเพื่อแสดงให้เห็นว่า BTS จะไม่ใช่เคสเดียวของวงการ K-Pop ที่ประสบความสำเร็จ”

Q: คุณจะบอกว่าการที่ไม่ใช่ใช้ภาษาอังกฤษและร้องเพลงภาษาเกาหลีมีกระแสตอบรับไปทั่วโลกงั้นหรอ

“ผมไม่ใช่หมอดู ผมไม่กล้าคาดการณ์ไปก่อนหรอกว่าร้องเพลงภาษาเกาหลีแล้วจะได้ผลลัพธ์ออกมาแบบไหน ผมแค่อยากจะพูดว่าผมแค่จะทำในสิ่งที่ผมต้องทำและทำได้ดี ผมมองว่า ณ ตอนนี้ภาษาเกาหลีคือภาษาในการสื่อสารของ BTS ที่ดีและถ่ายทอดความจริงใจออกมาได้มากที่สุด แฟนๆ ที่เสพข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ BTS อย่างกระตือรือร้นและได้รับกำลังใจการปลอบประโลมใจ แปลความหมายของเนื้อเพลงและส่งต่อเพลงต่างๆ (ไปทั่วโลก) แบบเรียลไทม์ มีทั้งคนที่สนุกกับการแสดงของ BTS ส่วนคนที่อยากหาความหมายของเนื้อเพลงก็สามารถค้นหาได้ง่ายๆ เมื่อไหร่ก็ได้ทาง YouTube”

Q: ในตอนนี้ประธานบังชีฮยอกกำลังอินประเด็นไหนอยู่คะ 

“ผมเติบโตมากับความคิดที่ว่า ‘แก่นแท้เรื่องเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยหรอ?’ มาตั้งแต่เด็กๆ ต่อให้คนพูดว่าผลสำเร็จในต่างประเทศยิ่งใหญ่มาก ในใจผมจะคิดว่า ‘ก็ไม่รู้สิ’ อยู่ดี แต่พอไปถึงอเมริกาแล้วมันเป็นความรู้สึกเหมือนปักธงแทกึกกี (ธงชาติเกาหลี) ลงไปเลย (หัวเราะ) ผมเลยคิดว่าต้องมีสติและตั้งสมาธิไว้ เราอาจจะกลายเป็นคนบาปของประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงที่นี่ก็เป็นไ้ สิ่งที่ตอนนี้ผมสงสัยอาจจะเป็นความคิดที่ยังไม่ตกตะกอนดี แต่ผมก็สงสัยนะว่ามันมีอะไรอยู่ในคำต่างๆ นานาที่แฟนๆ ร้องตามกันได้อย่างสนุกสนานแม้จะสื่อสารภาษาเกาหลีไม่ได้ ผมอดนึกถึงแฟนคลับทั่วโลกไม่ได้ว่าคำที่พวกเขาได้ยินเข้าหูมันเป็นคำว่าอะไรทั้งๆ ที่มันเป็นภาษาเกาหลี”

Q: ผ่านประสบการณ์กับ BTS มามากมาย มีอะไรอยากจะเสริมมั้ยคะ

“ผมไม่ใช่ประเภทที่จะพูดว่าจะชดเชยให้ ผมไม่ว่าอะไรถ้าไม่ชอบที่จะให้มาตั้งกฎเกณฑ์และให้ทำงานหนักๆ มันคือมาตรฐานที่กลายเป็นกฎว่าถ้าไม่เห็นคุณค่าของวงและไม่ให้ความสำคัญกับเพลงและการแสดงก็ต้องเลิกเป็นศิลปิน เรื่องอื่นผมไม่เคยพูดเลย แต่ถ้าให้พูดเสริมอะไรสักอย่างก็คงจะเป็นเรื่องที่ผมเคยพูดว่าจะต้องมี BTS รุ่นที่ 2 ออกมา ที่ผมพูดตอนนั้นน่ะหมายความว่าในเคสการบุกตลาดเพลงตะวันตก หลัง BTS ไปแล้วก็ต้องมีเกิดขึ้นอีกให้ได้

ผมคิดว่าคำว่า ‘รุ่นที่ 2’ หรือ ‘รุ่นที่ 3’ จะไปห้อยท้ายชื่อศิลปินคนอื่นๆ ที่มีเอกลักษณ์ไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้น BTS ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญแต่ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบ ซึ่งผมหวังว่าศิลปิน K-Pop วงอื่นๆ จะเข้าใจสิ่งที่บอกใบ้จากต้นแบบ เพื่อที่ว่าศิลปินในยุคเดียวกันหรือศิลปินรุ่นน้องจะเข้าสู่ตลาดตะวันตกได้มากขึ้นครับ”

 

ที่มา | Oh My News
แปลจากเกาหลีเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

 

Comments

What's on Instagram
Web Analytics