RAPMONSTER (9 ก.ย. 2015) : กาแฟ

ปกติผมดื่มคาปูชิโน่ ถ้าอยากรีแลกซ์หน่อยก็ลาเต้ และถ้าอยากรีแลกซ์จริงๆ เลยก็อเมริกาโน่

คำพูดนั่น ลองเขียนออกมาดูแล้วอย่างกับเป็นข้อความที่เขียนในไดอารี่ในไซเวิลด์ปีสองพันแปดอะไรแบบนั้นเลย เหมือนพวกที่มีอาการจุงอีบยองที่เขาชอบพูดกันด้วย (จุงอีบยอง เป็นอาการหรือโรคของเด็กม.สอง (จุงอี) ส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่ในช่วงที่ฮอร์โมนกำลังเปลี่ยนแปลง มีอารมณ์และพฤติกรรมเสี่ยง) แต่ก็ช่างมัน อายุยี่สิบสองเข้าไปแล้ว การที่ได้กลับไปเป็นความรู้สึกตอนม.สองดู ก็ไม่มีอะไรเสียหายนี่นะ และแน่นอนว่าถึงมันจะแตกต่างกันสุดขั้ว แต่ผมก็รักคนประเภทนั้นด้วยเหมือนกัน ไว้เดี๋ยวคราวหน้าจะลองเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียดดูสักครั้งนะ

ตั้งแต่สมัยที่เป็นเด็กนักเรียนอายุสิบเจ็ด ก็เข้าๆ ออกร้านกาเฟอยู่บ่อยๆ ต่างจากเด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกัน แค่เข้าไปนั่งซังกะตายอยู่เฉยๆ ก็รู้สึกดีแล้ว สภาพปกติที่ปกติไม่ได้อยู่กับเพื่อนๆ ที่นั่งเม้ามอยหรือพูดคุยเรื่องชีวิต แล้วมาคอสเพลย์เป็นผู้ใหญ่นี่ก็โออยู่เหมือนกัน เป็นครั้งแรกเลยมั้ยนะที่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับสังคม ในตอนนั้นหลังจากที่ผมดื่มมัคคิอาโต้อยู่นานเพราะมันหวานดี ก็เปลี่ยนมาดื่มอเมริกาโน่ ใครแล้วนะ ในบรรดาเพื่อนคนนึงเนี่ยแหละบอกว่าผู้ชายก็ต้องดื่มอเมริกาโน่ กาแฟน่ะก็ต้องอเมริกาโน่สิ นี่แหละกาแฟ ตอนนั้นที่ไม่รู้อะไรเลยก็แค่คิดว่าไอ้นี่มันอร่อยดี รสชาติความขมของชีวิตเป็นยังไงนั้น ถ้าลองดื่มดูแล้วมันก็มีรสชาติของตัวมันเองนี่แหละ ถึงแม้กว่าจะรู้จะใช้เวลาเป็นปีก็ตามอ่ะนะ

และกว่าจะรู้ว่าที่พูดๆ ว่าคาปูชิโน่ ลาเต้ อเมริกาโน่ พวกคำที่ผมไม่รู้จักนี้ว่าเป็นคำภาษาฝรั่งเศสหรือมาจากที่ไหนกันแน่ และรู้ว่าการทำเอสเพรชโซ่คือการเอากาแฟมาผสมกับน้ำหรือผสมกับนมนั้น ก็ใช้เวลาพอสมควรอีกเหมือนกัน พอรู้ความจริงแล้วก็เลยดื่มคาปูชิโน่อยู่สองสามเดือน ละก็ลาเต้อยู่อีกสองสามเดือน อีกสองสามเดือนต่อมาก็อเมริกาโน่ ชีวิตในร้านกาแฟของผมมีจังหวะในตัวเองมันเองนะ ถึงจะฟังดูตลก

จะเรียกว่ามันคือการเสพติดก็ได้เลยล่ะ ลิ้มรส หมกมุ่น โดยไม่ทันได้รู้อะไรก็ซึมซับไปกับมันแล้ว เดี๋ยวนี้วันนึงถ้าไม่ดื่มกาแฟอะไรสักอย่างสักสองแก้วก็จะไม่มีแรงเลย ก็ไม่ใช่ว่าใช้เงินฟุ่มเฟือยนะแต่ห้าร้อยวอน ร้อยวอน ก็หายไปไหนไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมก็ไม่ชอบนมแล้วตอนอายุยี่สิบสอง ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่กาแฟมันมีความหมายกับผม แค่ทำเท่ห์มั้ย ไม่รู้หรอก แต่ถ้าได้นั่งดื่มคนเดียวหรือดื่มไประหว่างเดินอยู่คนเดียวก็ทำให้ผมได้ย้อนกลับมามองตัวเองอยู่หลายต่อหลายครั้งเลย จะมีหรือไม่มีเพลงไปด้วยผมก็โอเคนะ มันคือโลกของผมนี่นา

ตั้งแต่เอสเพรสโซ่ อเมริกาโน่ คาปูชิโน่ ลาเต้ แต่ละอย่างมีรสชาติที่แตกต่างกันอย่างน่าประหลาดเลย บางทีอเมริกาโน่ก็มีรสชาติเหมือนชาข้าวบาร์เล่ย์ จริงๆ นะ ยังมีความขมอยู่ด้วย แต่บางวันก็กลับไม่มีความขมอยู่เลย วันไหนที่ตัวเองต้องการรีแลกซ์และอ้อยอิ่งอยู่คนเดียวก็อยากจะดื่มอเมริกาโน่ ปกติถ้าไม่ได้เลือกอะไรก็ชอบคาปูชิโน่นะ ส่วนลาเต้นี่ค่อนข้างทำให้อ้วน แต่พอวันไหนที่เหนื่อยหน่อย พอดื่มลาเต้แล้วก็ให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าหมามากอดผมไว้เลย อบอุ่นดี

เพื่อนๆ มากมายและคนที่อยู่กับผม กี่วันเวลาที่ใช้เวลาพูดคุยกับพวกเขาในคาเฟ่ต่างๆ พวกเขานึกถึงอะไรอยู่กันถึงฟังกาแฟแบบไหนมาดื่ม ผมนึกถึงตัวผมที่ยังเด็กกับความรู้สึกที่ผมอยากจะดื่ม จ่ายตังค์ไป และรับแก้วสองแก้วนั้นขึ้นมา ผมว่าถ้าผมรู้สึกว่าตอนนี้ไม่มีกาแฟกับเบียร์ที่เมื่อก่อนเกลียดมาตลอดอีกแล้วผมคงอยู่ไม่ได้ แสดงว่าผมก็เกือบจะเป็นผู้ใหญ้แล้วล่ะ ใช่มั้ยล่ะ เป็นธรรมดาแหละว่าคุณก็คงเคยเกลียดอเมริกาโน่กับเบียร์อยู่เหมือนกัน บางทีจนป่านนี้แล้วก็ยังเกลียด จริงๆ แล้วผมเองก็เกลียดนะบางครั้ง

ช่วงนี้ผมดื่มกาแฟด้วยอารมณ์แบบไหนนะ แล้วถ้าเป็นวันที่ไม่ร้องไห้ ไม่หัวเราะจะต้องดื่มกาแฟแบบไหนกัน มีบางทีเหมือนกันที่เดินไปเดินมาอยู่หน้าเมนูอยู่นาน แต่ยังไงแล้วปกติผมก็ดื่มคาปูชิโน ถ้าอยากรีแลกซ์หน่อยก็ลาเต้ และถ้าอยากรีแลกซ์จริงๆ เลยก็อเมริกาโนนี่แหละ ดื่มแบบเย็นไม่ค่อยเก่ง เพราะบางทีดื่มแล้วมันปวดหัว คิดๆ แล้วผมว่าผมก็แค่ดื่มกาแฟเพราะอยากรู้จักตัวเองนี่แหละ

แต่ก็นะ ห้าร้อยวอนนี่แพงไปน้อยอ่ะ ว่ามะ

จบ ไดอารี่

ที่มา | แฟนคาเฟ่
แปลจากเกาหลีเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

Comments

What's on Instagram