ปรากฎการณ์ K-Pop

พบกับ BTS กับปรากฎการณ์ K-Pop ทำลายสถิติโลก

พวกเราพูดคุยกับแรพเปอร์ RM (RAP MONSTER) จาก BTS เจ็ดหนุ่มบอยแบนด์ผู้ที่สุดยอดฐานแฟนคลับผู้ทุ่มเทของพวกเขาได้ทำให้เขากลายเป็นศิลปินจากเกาหลีใต้ผู้บุกฝั่งตะวันตกที่เจิดจรัสที่สุด

สายโทรศัพท์ดังมาจากโซลในเวลาใกล้เที่ยงคืน ที่ๆ RM ลีดเดอร์แห่งเจ็ดหนุ่มบอยแบนด์เกาหลีใต้วง BTS ได้หวนกลับไปมองหนึ่งเดือนสุดบ้าคลั่งที่พวกเขาได้ทำลายสถิติต่างๆ บ้างเป็นสถิติที่พวกเขาเคยทำไว้เอง บ้างก็เป็นสถิติที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะทำได้ อันแล้วอันเล่าเป็นระลอกคลื่นที่ไม่มีหยุดหย่อน

“ผมรู้สึกว่าเราเป็นเหมือนลูกโป่ง…” RM กล่าว แฝงความไม่อาจจะเชื่อในน้ำเสียง คาดเดาถึงระยะเวลาที่ผ่านมา  ซึงไม่น่าแปลกใจเลยเพราะอัลบั้ม LOVE YOURSELF 承 ‘Her’ เป็นอัลบั้ม K-Pop ที่ขายได้มากที่สุดตลอดการในช่วงการพรีออเดอร์ (เฉพาะในเกาหลีเกินหนึ่งล้านก็อปปี้)  และด้วยเพลงไตเติ้ลของพวกเขานี้เอง พวกเขาได้กลายเป็นศิลปิน K-Pop ที่ทำสถิติยอดเข้าชม 10 ล้าน, 20 ล้าน และ 100 ล้านใน YouTube ได้รวดเร็วที่สุด นอกจากนั้นยังมีการทำสถิติบนชาร์ตสุดหิน ที่อันดับ 14 บนชาร์ตอัลบั้มของชาร์ต UK Official, ที่ 10 อันดับสูงสุดบนชาร์ตอัลบั้ม Billboard 200 ในขณะที่เพลง DNA เองไม่ได้เพียงแค่ครองอันดับบนชาร์ต iTunes ทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังขึ้นถึงอันดับ 67 บนชาร์ต Billboard ‘Hot 100’ อันดันสูงสุดตลอดกาลของศิลปินกลุ่มจากเกาหลี

การคัมแบคของพวกเขาถูกคาดหวังไว้สูงไปโดยปริยาย พวกเขา BTS (แรพเปอร์ RM, J-HOPE, SUGA และโสคอล JIN, JIMIN, V, JUNGKOOK) เอื้อมถึงระดับ ‘ปรากฏการณ์’ เมื่อปีที่แล้วด้วยอัลบั้มเต็มชุดที่สองอย่าง WINGS และเพลงสไตล์ Moombahton อย่าง 피 땀 눈물 (Blood Sweat & Tears)  แต่แล้วปี 2017 ก็ได้นำมาซึ่งอีกขั้นของความสำเร็จที่แทบไม่น่าเชื่อให้แก่พวกเขา แต่ละวันในตอนนี้นำมาซึ่งอีกเหตุการณ์ครั้งสำคัญ, อีกบทความ, อีกสถานีวิทยุตะวันตกที่เปิดเพลงเจ้าของซาวด์สดใส ก้องกังวาลอย่าง DNA เสริมบรรยากาศสุดร้อนรุ่ม ระหว่างพวกเขา BTS หากกระทั่งกองกำลังฐานแฟนคลับที่เป็นที่รู้จักในนาม A.R.M.Y เองก็รู้สึกท่วมท้นไปชั่วขณะกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ งั้นก็ไม่ใช่แค่พวกเขาแล้วที่รู้สึกแบบนั้น

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากครับ” RM เสริมพร้อมหัวเราะเบาๆ เขาผู้พูดคุยได้อย่างน่าทึ่งและมีเสน่ห์ คือนักคิดนอกกรอบสุดฉับไวที่ปั่นความคิดของคุณได้ประหนึ่งโรลเลอร์โคสเตอร์มหึมารางไม้ “ผมไม่รู้หรอกครับว่าลูกโป่งจะลอยไปที่ไหน ผมก็แค่พยายามที่จะเริงร่าไปกับมันเพราะก่อนหน้านี้มีแต่เรื่องเจ็บปวดทรมานมากมาย ผมพยายามที่จะไม่หลุดโฟกัสกับสิ่งที่พวกผมกำลังทำอยู่”

ตลอดหลายสัปดาห์ตั้งแต่การปล่อยอัลบั้มเมื่อกลางเดือนกันยายน ซึ่งแง้มโฉมล่วงหน้าด้วยเทรลเลอร์ซีรี่ส์ต่อเชื่อมกับคอนเซ็ปต์ก่อนหน้าของสองอัลบั้มจากซีรี่ส์ 화양연화 (The Most Beautiful Moment In Life)  ยิ่งเราให้เวลากับอัลบั้ม LOVE YOURSELF 承 ‘Her’ มากเท่าไหร่ อัลบั้มก็ยิ่งน่าพิศวง อัลบั้มที่โชกด้วยปริศนาซ้อนสอง (ทั้งการค้นหาความรักและจดหมายโดยตรงถึงแฟนคลับ)  ซาวด์ของเพลงโดยรวมดำเนินอย่างมาดมั่นด้วยจังหวะที่แวววาว แต่ก็เผยให้เห็นถึงเปลือกนอกของเพลงที่เป็นประกาย กับความชอกช้ำและบาดแผลที่ทอดยาวตลอดสาย กระทั่งในแทรคที่หวานหยดย้อยที่สุดอย่าง “Serendipity”

ไม่บ่อยนักที่คุณจะได้ก้าวเข้าสู่วงจรของอัลบั้มที่สิ่งที่เราเข้าใจเริ่มส่อแวว และอาจทำให้ขั้นต่อไปของศิลปินเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งในขณะเดียวกันมันก็เป็นประสบการณ์ที่ทั้งน่าสงสัย แจ่มแจ้ง และเปราะบาง แต่พวกเราก็ได้ดำดิ่งลงสู่อัลบั้ม LOVE YOURSELF 承 ‘Her’ โดยไม่ลังเลเพื่อเสาะหาชิ้นส่วนที่ปลูกฝังอยู่กับเรื่องราวของ BTS, ผลตอบรับ, ภาพสะท้อน และผลกระทบในวงกว้างต่อผู้จับจองเป็นเจ้าของอัลบั้ม

คุณเรียกอัลบั้ม LOVE YOURSELF ‘Her’ ว่าเป็นจุดเปลี่ยนและเป็นบทที่สองของ BTS ตอนปล่อยอัลบั้มและชี้ให้เห็นว่าตัวเพลงเป็นสาเหตุหลัก เหตุผลที่มาของคำจำกัดความพวกนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมาหรือเปล่าครับ

RM: คอนเซ็ปต์ของอัลบั้ม 화양연화 (The Most Beautiful Moment in Life) เป็นบทแรกของพวกเรา มันให้ความรู้สึกแบบนั้นเพราะเราเริ่มต้นมาตั้งแต่จุดต่ำสุด แต่ในคอนเซ็ปต์ Love Yourself นี้ เราเริ่มที่จะพูดถึงเรื่องที่สดใสมากขึ้น เช่นเรื่องราวที่เป็นจริงในชีวิต พวกเราได้มีประสบการณ์ขึ้นสู่ชาร์ต Billboard และชาร์ต UK Official และสเตเดี้ยมที่เราแสดงก็ใหญ่ขึ้น… เพราะฉะนั้นอัลบั้มนี้ถึงเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับ BTS ทั้งภายในและภายนอกเลยครับ ผมอยากจะบอกครับว่าพวกผมอยู่อีกโลกนึงแล้ว ผมคิดว่าเราก็เหมือนกับปูที่ได้กระดองใหม่ครับ

 

สองเพลงที่ให้ความรู้สึกตื้นตันที่สุดในอัลบั้มเป็น Hidden Track ชื่อ ‘Skit: Hesitation & Fear’ และ ‘Sea’ ทั้งสองเพลงเกี่ยวกับการที่พวกคุณดิ้นร้นเมื่อก่อน และความกังวลในปัจจุบันเกี่ยวกับชื่อเสียงและความสำเร็จ มันสำคัญยังไงครับที่ต้องมีแทรคพวกนี้ในอัลบั้มเดียวกัน?

RM: เราเพิ่ม Hidden Track เวลาที่เราอยากจะเพิ่มเนื้อหาใช่มั้ยล่ะครับ? แทรค Skit มีความจำเป็นเพื่ออธิบายแทรค Sea ผมว่าทั้งสองเพลงตอบรับกันและกัน จริงๆ ผมเคยพูดเกี่ยวกับความกลัว, ความสุข, ทะเล และทะเลทรายครั้งแรกในอัลบั้มแรกของพวกผม (2 Cool 4 Skool) เป็น Hidden Track ครับคือ Skit ชื่อ ‘On The Start Line’ และแทรคชื่อ ‘길 (Path)’ สี่ปีผ่านไปแล้วและตอนนี้ผมกำลังเล่าว่าผมรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นยังไง ทะเลและทะเลทรายคืออะไรในตัวของพวกผม และอนาคตคืออะไรครับ

 

คุณเวียนมาอีกรอบแล้วนี่นา ตายจริง แล้วผมดันไม่ทันสังเกตุเลย งั้นสี่ปีที่ผ่านมานั้นอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณต้องยอมรับหรือเรียนรู้ที่จะรักตัวเองที่แต่ก่อนคุณไม่ชอบ

RM: อืมมม ผมต้องยอมรับครับว่าทุกๆ คนไม่อาจรักผมได้ เพราะเมื่อมีรักก็ต้องมีเกลียด มีแสงสว่างก็ต้องมีความมืด แต่มันก็ยากมากจริงๆ ครับที่จะยอมรับในฐานะศิลปินว่ามีคนมากมายที่เกลียดผม แต่ในทางกลับกันก็มีคนรักผมอีกมากมาย ผมว่าใครๆ ก็ต้องผ่านเรื่องนี้กันทั้งนั้นครับ

 

จำได้มั้ยครับว่าตอนไหนที่คุณพูดว่าเอาล่ะ ฉันเอาอยู่น่าออกมาได้?

RM: จริงๆ ผมว่าผมยังอยู่กลางทางกว่าจะถึงจุดนั้นอยู่เลยครับ (หัวเราะ) ผมไม่รู้สึกว่าผมหลุดพ้นจากเรื่องพวกนี้ได้จริงๆ แต่ผมทำความคุ้นเคยกับมันครับ ผมก็เหมือนนักเล่นเซิร์ฟ ตอนแรกเราแค่ตีกรรเชียงแล้วก็ร่วงลงจากบอร์ด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราก็ยืนบนบอร์ดเหนือคลื่นที่ใหญ่ขึ้นได้ (หัวเราะ)

ตลอดอัลบั้มนี้เป็นตีมโชคชะตาและพรหมลิขิต คุณเชื่อมาตลอดรึเปล่าว่าคุณมีเส้นทางที่กำหนดไว้แล้ว?

RM: นีตเช่ (Nietzsche)… หนึ่งในวลีที่โด่งดังของเขาคือ Amor Fati หรือก็คือ ‘จงรักในชะตาชีวิต’ ก็อย่างเช่น ผมที่เกิดในเกาหลี และเทเลอร์ (คนสัมภาษณ์) คุณที่เกิดในออสเตรเลีย เราเปลี่ยนมันไม่ได้ เรามีชีวิตแบบเดียวกันไม่ได้ Amor Fati ไม่ได้บอกว่าให้ทุกอย่างเป็นไปตามโชคชะตา แต่ให้เรารู้จักที่จะยอมรับในสิ่งที่เราเปลี่ยนไม่ได้ซะก่อน เราต้องรักโชคชะตาและสิ่งรอบตัวเรา เราถึงจะจัดการกับโชคชะตาและเปลี่ยนทิศทางของเราได้ พวกเราอยู่บนเส้นทางบางเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่เราเกิด แต่ผมก็เชื่อว่าเราจะเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างได้ ผมเลยเชื่อในศรัทธาของผม แต่ผมก็ยังไม่เชื่อในชะตาของผมครับ (หัวเราะ)

 

ผลงานความประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ที่คุณได้สัมผัสจากอัลบั้มนี้ ส่งผลกับการสร้างสรรค์งานของคุณยังไงบ้าง? คุณคิดว่าฉันจะเขียนเพลงสักเพลงแล้วจะดูซิว่ามันจะเป็นยังไงหรือว่าฉันต้องเขียนเพลงสักเพลงและมันไม่มีทางเป็นอย่างไปได้นอกจากปังบ้างมั้ย?

RM: จริงๆ แล้วมันคือความกดดันเลยนะครับ ผมไม่พูดไม่ได้หรอกว่าผมไม่รู้สึก สิ่งที่เกิดขึ้นมันมากมายสำหรับผมมาก ทุกๆ อย่างรอบตัว BTS มันเคลื่อนตัวไปเร็วมากจริงๆ เหมือนทำเพลงเป็นสิบเพลงในเวลาครึ่งปี บางทีผมก็รู้สึกว่ามันมากไป แต่ผมก็ย้ำกับตัวเองอยู่เสมอเกี่ยวกับหลายๆ อย่างเมื่อปี 2007 ว่าผมเริ่มต้นเพราะอยากที่จะพูดอะไรสักอย่าง มีถ้อยความบางอย่างในตัวผมและผมอยากที่จะตีแผ่ออกมาเป็นเพลง ผมก็เลยจะค่อยเป็นค่อยไปเวลาผมเขียนเพลงอยู่ในสตูดิโอ ผมพยายามที่จะมองให้ลึกๆ อย่างเช่นว่าอะไรคือสิ่งที่ผมอยากจะพูดเป็นต้นครับ

 

“ทุกๆ อย่างรอบตัว BTS มันเคลื่อนตัวไปเร็วมากจริงๆ เหมือนทำเพลงเป็นสิบเพลงในเวลาครึ่งปี บางทีผมก็รู้สึกว่ามันมากไป แต่ผมก็ย้ำกับตัวเองอยู่เสมอเกี่ยวกับหลายๆ อย่างเมื่อปี 2007 ว่าผมเริ่มต้นเพราะอยากที่จะพูดอะไรสักอย่าง” — RM, BTS

 

เว้นแต่ว่ามีคนมาเคาะประตูและถามคุณว่า เสร็จยัง? มีเพลงมาให้ฉันรึยัง

RM: (หัวเราะ) อา นั่นแหละ คนถึงได้เรียกว่าเส้นตาย (เดดไลน์) ไงครับ เพราะคุณจะรู้สึกเหมือนคุณจะตายเลย

 

เพลง ‘MIC Drop’ คือความคลาสสิกของ BTS ทั้งเพลงและการแสดงเลย ในกระเป๋าฉันมีแต่ถ้วยรางวัล… / พวกเฮทเตอร์เหงื่อตกกันหมดแล้ว / ความสำเร็จของฉันมันทองคำวาวอยู่แล้ว… / แกน่ะรีบหนีไปเลย BTS ยืนหยัดเพื่อตัวพวกคุณเองเสมอ แต่อะไรคือสิ่งที่ทำให้แทรคนี้สมบูรณ์ต่อบทใหม่ของพวกคุณครับ?

RM: คุณ Hitman Bang (CEO และโปรดิวเซอร์ของวง) อยากให้พวกผมปลดปล่อยความโกรธและความเจ็บปวดออกมาในเพลงนี้ แต่มันยากนะครับเพราะผมไม่มีความโกรธหรืออิจฉาหลงเหลือในใจแล้วสักนิด ตอนนี้ผมพอใจแล้วครับ (หัวเราะ) ผมรักแฟนๆ ของพวกผม เรื่องมหัศจรรย์ทั้งหลายก็เลยเกิดขึ้นทุกวัน ผมไม่มีเวลาสำหรับคนที่เกลียดพวกผมหรอกครับ ผมว่าอัลบั้ม Her ก็เลยไปในทางที่ว่าทำไมอัลบั้มถึงเป็นจุดเปลี่ยนของ BTS และ MIC Drop เองก็ช่วยขยายความ เราทิ้งไมค์และบทที่หนึ่งก็จบลง มันสนุกมากครับ

 

SUGA ทำไมค์พังไปกี่อันแล้วครับที่โยนไมค์ลงเวลาจบแต่ละการแสดง

RM: (หัวเราะ) ไม่ครับ (อันดีๆ) ยังไม่พัง เราซื้ออันถูกๆ มาจากตลาด เป็นไมค์คาราโอเกะราคาประมาณ 900 ได้ครับ

คุณดูสนุกกับชีวิตตอนนี้จริงๆ แต่กลับมีความรู้สึกหม่นๆ กว่าเดิมแอบซ่อนอยู่ในอัลบั้มนี้ งั้นเราอาจจะได้เห็นอะไรแบบนั้นอีกในอัลบั้มถัดไปรึเปล่า

RM: ความรู้สึกพวกนั้นยังคงอยู่ข้างในใจผม มันไม่ไปไหน แต่ตอนนี้มันเป็นรูปร่างที่ต่างออกไป ผมว่าความรักมันไม่ได้สร้างขึ้นจากแค่ความสุข คำชื่นชม และแสงสว่างหรอกครับ ความรักมีทั้งบาดแผล, ความเกลียดนิดๆ หน่อยๆ และเรื่องสกปรกๆ บางอย่างในตัวเรารวมอยู่ด้วย

 

และผมก็เดาว่าไม่มีใครมีความสุข 100% ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันหรอกครับ กระทั่งในตอนที่ทุกอย่างไปได้สวยก็เถอะ

RM: เรามีความรู้สึกหม่นๆ และบางทีเราก็รู้สึกหนักหน่วงกับสถิติพวกนี้ ทั้งคน ทั้งบทความ ต่างก็ ‘โอ้ว พวกคุณกำลังเป็นตัวแทนประเทศเกาหลี พวกคุณนี่แบบ กำลังทำให้ประเทศเกาหลีดังเลยนะ!!’ แล้วพวกผมก็แทบจะ ‘ขอบคุณมากเลยนะครับๆ’ อยู่ทุกวินาที แต่รู้มั้ยครับว่าผมก็ยังอยู่ในสตูดิโอเล็กๆ ของผมและพยายามที่เขียนเนื้อเพลงนั่นนี่ นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมทำ ผมยังพยายามที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้อยู่ครับ

 

งั้นอะไรกันครับ นอกเหนือจาก BTS ที่ทำให้คุณมีความสุข

RM: ขอบคุณสำหรับคำถามนี้นะครับ ไม่ค่อยมีคนถามเลย! (หยุดไปพักใหญ่) ผมน่ะไม่มีใบขับขี่ ผมก็เลยขี่จักรยานข้างแม่น้ำฮัน มันเป็นสิ่งที่ผมรักมากเพราะไม่มีใครมาจะมาสนใจอะไรผม ณ ตอนนั้น ผมรู้สึกเป็นอิสระ แล้วผมก็ยังชอบที่จะสะสมหุ่นฟิกเกอร์กับดูหนังรอบเที่ยงคืนเพราะผมก็จะได้ดูคนเดียวที่ที่นั่งที่ดีที่สุด

 

“ผมน่ะไม่มีใบขับขี่ ผมก็เลยขี่จักรยานข้างแม่น้ำฮัน มันเป็นสิ่งที่ผมรักมากเพราะไม่มีใครมาจะมาสนใจอะไรผม ณ ตอนนั้น ผมรู้สึกเป็นอิสระ” — RM, BTS

 

คุณจำเป็นต้องใส่หมวก แว่นกันแดด กับมาสก์ปิดหน้า ไม่ให้คนจำได้รึเปล่า

RM: ผมไม่ใส่มาสก์นะครับ ผมแค่ใส่หมวกเพราะสีผมของผมมันฉูดฉาดเกินไป มันสว่างเกินไปครับ (หัวเราะ)

 

พวกนักวิจารณ์พูดคุยกันออนไลน์โฟกัสที่ประเด็นความเป็นไปได้ของ BTS ที่จะได้เข้าชิงงาน Grammy ปีนี้ไม่ได้ แต่ปีหน้าใครจะรู้! มันทำให้คุณรู้สึกยังไงครับ

RM: ผมได้ยินคนพูดถึงอยู่ครับ ผมพยายามไม่คิดถึงเรื่องนี้เพราะถ้าผมเริ่มที่จะคาดหวังกับอะไรสักอย่าง ผมก็จะต้องผิดหวัง Grammy มันอีกเลเวล มันคืออีกโลกสำหรับพวกผมเลยครับ!

 

ถ้าคุณชนะรางวัล คุณคงต้องแต่งหน้าแบบกันน้ำแล้วล่ะ

RM: แหงล่ะครับ ทุกคนคงร้องไห้กันหมด ผมว่าพวกผมคงต้องเตรียมสูทกันน้ำด้วยเลย

 

ไม่งั้นก็ใส่ชุดพลาสติกหัวจรดเท้าไปเลย

RM: (หัวเราะ) ครับ พวกผมคงต้องใส่ชุดสูทอวกาศหรืออะไรแบบนั้นไปเลย

ตารางงานพวกคุณในเกาหลีทรหดมาก ไหนจะสองคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นสำหรับแฟนๆ 80,000 คน อะไรที่ยังเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดระหว่างช่วงเวลาเหล่านี้ และใครที่คอยทำให้คุณเป็นปกติดี

RM: การนอนครับ การไม่นอนเปลี่ยนคนให้กลายเป็นอีกคนได้ (หัวเราะ) ตามวัฒนธรรมแล้วคนเกาหลีจะเคยผ่านเรื่องพวกนี้มา พวกผมก็เคยครับ แต่ก็ไม่เคยจะชินกับมันได้เลย J-HOPE คือคนที่พยายามที่จะให้กำลังใจพวกผมเสมอ และผมก็รู้สึกขอบคุณมาก จริงๆ ผมชอบเรียกเขาว่าลีดเดอร์ใหม่ของวงด้วย

 

หลังจากอยู่ด้วยกันมาเป็นปีๆ ใครใน BTS ที่ยังคงทำให้คุณทึ่งได้อยู่?

RM: V ครับ คำพูดเขาบ้าบอ ภาษาอังกฤษเขาก็บ้าบอ เขาชอบสร้างคำใหม่ แกรมม่าใหม่ และทำให้ผมทึ่งได้เสมอ ผมรู้สึกว่าเขาเก่งภาษาอังกฤษด้วยทีเดียวเพราะเขาพูดกับทุกคนได้ เขามีความกล้า เขามีกึ๋น

 

ว่ากันว่าเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ คุณต้องไม่กลัวที่จะพลาด

RM: (ถอนหายใจ) ผมนี่ล่ะที่กลัวพลาดเสมอ ผมว่าผมเกิดมากับมันเลยแหละ

 

ผมสงสัยมาตลอดว่า BTS ทำอะไรกันก่อนอัลบั้มจะปล่อย มีธรรมเนียมอะไรกันรึเปล่าครับ?

RM: พวกผมจะรวมตัวกันในห้องนั่งเล่น ดื่มกันนิดหน่อย แล้วก็คุยกันว่าจะจัดการกับตารางงานกันยังไง และตอนนี้เป็นยังไงกันบ้าง มันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรแต่มันก็ทำให้พวกผมรู้สึกแตกต่างไปจากเดิม มันทำให้พวกผมไปต่อได้ และรักษาทัศนคติของพวกผมไว้ได้ เพราะพวกผมจำความรู้สึกตอนที่เศร้าและจนไว้อยู่เสมอ (หัวเราะ) ความนิยมมันเหมือนฟองสบู่ มันคือภูเขา คุณขึ้นไปได้ยากแต่เดินลงได้เร็วมาก

 

เอาล่ะ สุดท้ายนะครับ คุณเนี่ยคิงของ ไฮไฟฟ์และเชคแฮนด์ที่พลาดไปหน่อย จริงๆ

RM: (หัวเราะ) ใช่ครับ แฟนยุโรปกับอเมริกาเขาพูดแบบนี้กัน! แต่พวกเขาชอบโมเม้นต์นั้นกันนี่ครับ เป็นเรื่องของวัฒนธรรมหรอ? ผมก็ไม่รู้ทำไมนะแต่ไม่มีใครสนใจเชคแฮนด์กับไฮไฟฟ์ผมเลย มือผมก็ใหญ่ แล้วผมก็สูงตั้งหกฟุต คนเลยเห็นผมออกจะง่ายด้วยซ้ำ น่าเศร้าใช่มั้ยล่ะครับ (หัวเราะ)

 

ที่มา | นิตยสาร Dazed
แปลจากอังกฤษเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

 

Comments

What's on Instagram