เพลงป๊อป

ปีที่เพลง Pop เป็นกระแสไปทั่วโลก: ‘Despacito’ และ BTS มีความหมายอะไรในปี 2017

ในตอนที่ Eshy Gazit เริ่มทำงานร่วมกับบอยแบนด์สัญชาติเกาหลีวง BTS เมื่อปี 2016 หลายคนมองว่าพวกเขา BTS มีโอกาสน้อยมากที่จะประสบความสำเร็จต่างถิ่นได้ “แต่ก่อนหลายๆ คนในวงการหัวเราะเยาะเย้ยที่ผมพยายามจะพา BTS บุกตลาด” Eshy Gazit ซีอีโอจาก Gramophone Media เอเจนซี่ประชาสัมพันธ์ คัดสรร และพัฒนาศิลปินกล่าว “คนพวกนั้นคิดว่ามันไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ในอเมริกา”

ก่อนหน้าปีนี้ เรื่องราวความสำเร็จของวงการ K-Pop ในสหรัฐอเมริกาที่โดดเด่นที่สุดเกิดขึ้นในปี 2012 เมื่อตอนที่เพลง “Gangnam Style” ของ Psy พุ่งทะยานถึงอันดับ 2 บนชาร์ต Billboard ‘Hot 100’ แต่ในขณะที่ความสำเร็จนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นประเดี๋ยวประด๋าว ความสำเร็จของ BTS กลับเป็นมากกว่าความสำเร็จจากแค่เพลงเดียว เจ็ดหนุ่มผู้ตระหนักถึงสังคมใช้เวลาปี 2017 ไปกับการทำเพลงร่วมกับดาวดังวงการ EDM อย่าง The Chainsmokers และ Steve Aoki นำมาซึ่งเสียงกรีดร้องของแฟนๆ ที่งานประกาศรางวัล ‘American Music Awards 2017’ และการสร้างประวัติศาสตร์บนชาร์ต ในเดือนกันยายน อัลบั้ม Love Yourself: Her กลายเป็นอัลบั้มเพลงภาษาเกาหลีที่ติด 10 อันดันสูงสุดบนชาร์ต Billboard 200 และซิงเกิ้ล “DNA” ยังขึ้นถึงอันดับ 67 บนชาร์ต Billboard ‘Hot 100’ ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดบนชาร์ตดังกล่าวสำหรับวง K-Pop จนกระทั่งเพลง “MIC Drop” เวอรชั่น Remix ที่ทำร่วมกับ Steve Aoki และ Desiigner ทุบสถิติเก่าของตัวเองด้วยการเปิดตัวที่อันดับ 28 เมื่อเดือนธันวาคม

เมื่อไม่นานมานี้ Gazit จัดตารางการสัมภาษณ์กับรายการ James Corden และ E! News แก่ BTS ทั้งวงแม้จะมีเมมเบอร์ที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียงคนเดียวก็ตาม “(ผู้สัมภาษณ์) เห็นเลยถึงเสน่ห์, รอยยิ้ม และความมีมนุษยธรรมของพวกเขา” เขากล่าว “ภาษาไม่จำเป็นต่อพรสวรรค์เลยครับ”

นี่คือเรื่องราวที่บ่งบอกความเป็นไปของวงการเพลงป๊อปในปี 2017 ว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ข้อบังคับสำหรับความสำเร็จในกระแสเพลงหลักของอเมริกาอีกต่อไป ในตอนที่เพลงฮิตติดลมเมื่อช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาอย่างเพลง Despacito ของ Luis Fonsi, Daddy Yankee และ Justin Bieber ขึ้นครองอันดับบนชาร์ต Billboard ‘Hot 100’ กว่า 16 สัปดาห์ (เสมอกับเพลงของ Mariah Carey และเพลง “One Sweet Day” ของ Boyz II Men) เพลงนี้ได้กลายเป็นเพลงภาษาสเปนเพลงแรกที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในรอบสองทศวรรษนับตั้งแต่เพลง “Macarena” เพลง “Despacito” แตกต่างจากกระแสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ณ ตอนนั้นซึ่งถือเป็นความโด่งดังระดับบล็อคบัสเตอร์ จากช่วงที่มีกระแสเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงที่มีเพลงภาษาสเปนเพียงสองเพลงที่ติดชาร์ตจวบจนสิ้นปีนี้ เพลงภาษาลาตินกว่า 17 เพลง รวมเพลงฮิตติด 10 อันดับสูงสุดอย่าง “Mi Gente” ของ J Balvin, Willy William และ Beyoncé และเพลงฮิตติดอันดับ 2 อย่าง “Havana” ของ Camila Cabello ติดอันดับชาร์ต Billboard ‘Hot 100’ ปีนี้นับเป็นปีแห่งการเติบโตของวงการ K-Pop ด้วยเช่นกันจากการที่ศิลปินมากประสบการณ์อย่าง Exo และ G-Dragon เจาะชาร์ต Billboard 200 ได้สำเร็จ รวมถึงวงเกิร์ลกรุ๊ป Blackpink (ซึ่งเคยปรากฎตัวบนชาร์ต Bubbling Under Hot 100 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา) ที่ตาม BTS มาติดๆ

อะไรกันที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น? อ้างอิงจาก Jesus Lopez ประธาน/ซีอีโอ Universal Music ฝั่งลาตินอเมริกาและคาบสมุทรไอบีเรีย ซึ่งเป็นสังกัดผู้ปล่อยทั้งเพลง “Despacito” และ “Mi Gente” คำตอบนั้นแสนจะเรียบง่าย “การสตรีมทำให้การบริโภคเพลงเกิดความเท่าเทียม” เขากล่าว “ผลที่ตามมาคืออุปสรรคที่แต่ก่อนเคยมีลดลง โดยเฉพาะในเรื่องของภาษา” คลิปวิดีโอเองก็เป็นอีกชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ (“Despacito” มียอดเข้าชม 4.5 พันล้านครั้งบน YouTube). “ชาวลาตินมีค่าเฉลี่ยการเสพคลิปวิดีโอที่สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ” เขากล่าวเสริม

ความบูมของการสตรีมเป็นปัจจัยหลักต่อความสำเร็จฝั่งอเมริกาของ BTS ผู้มีจำนวนสตรีมในอเมริกาพุ่งสูงถึง 11.4 ล้านครั้งในสัปดาห์ประจำวันที่ 28 กันยายนหลังจากที่เพลง “DNA” ถูกเพิ่มลงเป็นแทรคแรกในเพลย์ลิสต์ของ Spotify ที่มีคนติดตามกว่า 2.4 ล้านคนของอย่างเพลย์ลิสท์ New Music Friday การสตรีมเป็นกุญแจสู่ความโด่งดังของเพลง “Havana” ของ Camila Cabello “เพลย์ลิสท์เพลงลาตินต่างๆ บน Spotify เป็นกลุ่มเพลย์ลิสท์ที่โตที่สุดในโลก และตัวเพลย์ลิสท์ก็มีแต่จะโตขึ้น” Tyler Brown ผู้จัดการฝ่ายผลิตเจ้าของสังกัด Syco Music ซึ่งมียอดสตรีมเพลงฮิตลาตินอเมริกันอย่าง “Reggaetón Lento” ของวง CNCO และเพลงเดียวกันเวอร์ชั่น Remix ภาษาสเปนฟีทเจอร์ริ่งวงเกิร์ลกรุ๊ปจากอังกฤษอย่าง Little Mix ที่สูงมาก

Brown มีความเชื่อว่าปี 2017 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ล้ำลึกยิ่งขึ้น “เพลงลาตินเป็นส่วนหนึ่งของเพลงป๊อป” เขากล่าว “เวลาแฟนๆ ของ Little Mix หรือ Ed Sheeran ฟังเพลงจังหวะลาติน พวกเขาไม่คิดหรอกว่า ‘นั่นเป็นเพลงลาติน’ พวกเขาคิดแค่ว่ามันคือเพลงป๊อป”

แน่ล่ะว่าการที่ซูเปอร์สตาร์อย่าง Justin Bieber หรือ Beyoncé มาปรากฎตัวบนแทรคมีส่วนช่วยอย่างมากอย่างที่เกิดขึ้นกับเพลง “Despacito” และ “Mi Gente” แต่การบุกตลาดของ BTS บ่งบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นอีกต่อไป ในปี 2018 พวกเขาวางแผนที่จะเติบโตยิ่งขึ้น, ปล่อยเพลงใหม่ และเปิดทัวร์คอนเสิร์ตตามอารีน่าต่อเนื่องจากที่ดำเนินมาในปี 2017

“อเมริกายอมรับ(แนว)เพลงและวัฒนธรรมที่หลากหลายขึ้นยิ่งกว่าแต่ก่อน” Gazit กล่าว “ผมเชื่อว่าปี 2018 จะมีแต่เรื่องให้ประหลาดใจเลยล่ะครับ”

 

ที่มา | Billboard
แปลจากอังกฤษเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

 

Comments

What's on Instagram