SV Investment

สัมภาษณ์ ผอ.คิมจุงดง จาก SV Investment ผู้ทำกำไรได้ 1.08 แสนล้านวอน จากการลงทุนให้กับบริษัทต้นสังกัด BTS ไปจำนวน 4 พันล้านวอน

  • SV Investment ประสบการณ์ 12 ปี
  • เติบโตรวดเร็วเป็นอันดับ 12 ในอุตสาหกรรมธุรกิจร่วมทุน
  • ลงทุนช่วงแรกให้กับต้นสังกัด BTS 
  • ความสำเร็จและความล้มเหลวของธุรกิจร่วมลงทุน ท้ายที่สุดแล้วก็คือคน

SV Investment เป็นบริษัทร่วมทุน (Venture Capital) ประสบการณ์ 12 ปี ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปี 2006 ธุรกิจที่มีประวัติก่อตั้งมาประมาณ 20-30 ปี ตั้งแต่ยุค 80-90 ถือเป็น ‘บริษัทเกิดใหม่’ ในหลายอุตสาหกรรมธุรกิจร่วมทุนภายในประเทศ แต่หากอ้างอิงจากประกาศอย่างเป็นทางการโดยสมาคมธุรกิจร่วมทุน SV Investment เติบโตเป็นอันดับ 12 จากบริษัทร่วมทุน 127 แห่งในเดือนมกราคมปีนี้ หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เติบโตอย่างรวดเร็วคือ BTS นั่นเอง

บริษัทที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงสุด (สัดส่วนเงินตอบแทนเทียบกับเงินลงทุนในช่วงแรก) แก่ SV Investment เมื่อไม่นานมานี้คือ BigHit Entertainment ซึ่งก็คือบริษัทแห่งที่ประธานบังชีฮยอกก่อตั้งขึ้นและให้กำเนิด BTS เมื่อปี 2013 เงินทุนที่ SV Investment ลงทุนในช่วงแรกให้กับบริษัทขนาดเล็กอย่าง BigHit Entertainment เป็นเงินจำนวน 4 พันล้านวอน ส่วนเงินสุทธิสะสมที่ได้กลับคืนมา(โดยประมาณ)เป็นจำนวน 1.08 แสนล้านวอน เท่ากับเป็นกำไรจำนวน 27 เท่า

เราได้พบกับนายคิมจุงดง (วัย 44 ปี) จาก SV ผู้ลงทุนให้กับ BigHit Entertainment ที่ออฟฟิศของเขาในย่านยออีโด กรุงโซล เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา นายคิมจุงดงรับหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการกองทุนของ ‘กองทุนควบรวมวัฒนธรรมและ ICT เกาหลี-จีน (Korea-China Culture and ICT Investment Fund)’ ที่บริหารจัดการโดย SV เขากล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนในธุรกิจร่วมทุน ท้ายที่สุดก็คือ “คน” นั่นเอง

 

Q : การลงทุนกับ BigHit Entertainment เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

A : บริษัทของผมลงทุนเพียงบริษัทเดียวไป 3 พันล้านวอนเมื่อปี 2011 ณ ตอนนั้นคำนวณมูลค่าธุรกิจของ BigHit Entertainment ออกมาได้ 1 หมื่นล้านวอน (100%) ซึ่ง SV ได้รับส่วนแบ่งที่ 30% หลังจากนั้นได้เชื้อเชิญบริษัทอื่นอีก 3 แห่งมาร่วมลงทุนเพิ่มอีกบริษัทละ 1 พันล้านวอน ณ ตอนนั้น JYP Entertainment มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) อยู่ที่ 1 แสนล้านวอน, SM Entertainment อยู่ที่ 5 แสนล้านวอน ส่วน YG Entertainment อยู่ในระหว่างการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ตอนนั้นเป็นยุคที่คอนเทนท์ที่เรียกว่า ‘K-Pop’ ของเกาหลีโดยมีวง KARA, SNSD และ TVXQ เป็นหลัก เริ่มต้นสร้างรายได้ที่ทรงคุณค่าจากต่างประเทศ ซึ่งหลังจากที่ผมได้ประมาณการณ์แล้วว่าตลาด K-Pop จะพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่ ผมจึงเสาะหาบริษัทที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาด

 

Q : ไม่ใช่ประธานบังชีฮยอกเป็นฝ่ายมาขอให้ลงทุนก่อนหรอกหรอ

A : ผมเป็นฝ่ายเข้าหาก่อนครับ ณ ตอนนั้น BigHit Entertainment เป็นเพียงบริษัทเกิดใหม่ ก่อนเข้าไปทำงานที่ SV ผมเคยทำงานเป็นหัวหน้าทีมวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) อยู่ที่บริษัท Loen Entertainment (ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายคอนเทนท์เกี่ยวกับดนตรี) ในวงการนี้ ชื่อบังชีฮยอกมีชื่อเสียงครับ ตามจริงแล้วการลงทุนฝั่งนี้มีลักษณะเป็นการสนับสนุนต้นทุนการผลิต (Production Cost) ซึ่งมีหลายกรณีที่บริษัทเหล่านี้ต้องต้นทุนการผลิตเพิ่มโดยที่ยังไม่ชำระหนี้แม้จะเป็นหนี้อยู้ก็ตาม แต่สำหรับประธานบังชีฮยอกแล้ว เขาขึ้นชื่อเรื่องการจ่ายคืนให้ทั้งหมดต่อให้ขาดทุนครับ เพราะฉะนั้นตอนที่ผมคิดว่าจะต้องมาลงทุนฝั่งนี้ คนที่ผมนึกถึงก็คือเขาครับ ซึ่งแน่นอนว่าในตอนนั้นนอกจากเคยได้ยินชื่อแล้วก็ยังไม่เคยเจอเขามาก่อนเลยครับ

 

Q : ท้ายที่สุดก็เป็นการเลือกคนที่จะลงทุนด้วย

A : ตอนนั้นเป็นช่วงที่เมมเบอร์ BTS เป็นเด็กฝึกก่อนจะเดบิวต์ เวลาผมจะลงทุน ผมจะต้องสืบชื่อเสียงเรียงนามอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งในแวดวงเด็กฝึกด้วยกันพวกเขาก็โด่งดัง ผมลองไปสอบถามคนที่ทำงานกับประธานบังชีฮยอก, พวกผู้จัดจำหน่าย และเช็คจากบรรดาเด็กฝึกจากสังกัดอื่นๆ ด้วย ส่วนตัวแล้วผมให้ความเคารพบรรดาโปรดิวเซอร์กับคนที่ทำงานในสายนี้ และชอบพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพวกเขาครับ ในบรรดาพ่อแม่ของเด็กฝึก (จากค่ายอื่น) ก็มีคนที่ผมรู้จักอยู่เหมือนกัน ผมได้ทำความรู้จักเด็กฝึกที่ประธานบังเป็นคนปั้นขึ้นมาจากการพูดคุยกับพ่อแม่ของเด็กฝึกว่า ‘ขอเจอลูกชายสักครั้ง ขอพูดคุยกับลูกสาวสักที’ นอกจากนั้นบริษัทนี้ก็มีระบบการปั้นผู้คิดท่าเต้น ผู้แต่งเพลง และอื่นๆ ที่แตกต่างออกไป ซึ่งไม่ใช่การนำคนดังมาแบบในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาดำเนินโปรเจค แต่เป็นระบบการว่าจ้างคนที่มีศักยภาพมาเติบโตไปด้วยกัน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่เป็นศักยภาพทางการแข่งขันของบริษัทนี้

 

Q : ผลลัพธ์จากการลงทุนกับสังกัด BigHit Entertainment

A : ผมนำกลยุทธ์ส่วนแบ่งผลกำไรมาใช้ต่อจากประธานบังชีฮยอก และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการแก่ ผู้อำนวยการด้านสายการเงิน (CFO) หลังจากนั้นก็ได้ไถ่ถอนหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond) คืน และได้รับผลกำไร เงินสุทธิโดยประมาณคาดการณ์ไว้เมื่อปีที่ผ่านมาอยู่ 1.08 แสนล้านวอน แต่ในความเป็นจริงแล้วคิดว่าจะได้กำไรมากกว่านั้นครับ

 

ที่มา | Joong-ang Ilbo
แปลจากเกาหลีเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

 

Comments

What's on Instagram