บังชีฮยอกเปิดเผยเรื่องราวของ BTS เกี่ยวกับ #สถานะช้อนดิน #กุญแจสู่ความสำเร็จ #แอนตี้แฟน 

“BTS = ปฏิวัติการสถานะช้อนดิน (흙수저)*?”

BTS เดบิวต์เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2013 ไม่ทันไรก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว เริ่มตั้งแต่รางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม พวกเขาค่อยๆ ก้าวขั้นขึ้นมาจนได้ที่ 1 ในรายการเพลงภายใน 2 ปี และหลังจากนั้น 1 ปีก็กลายเป็นคนสำคัญที่ได้รับรางวัลแดซังจากงานประกาศรางวัลปลายปีทางดนตรี เมื่อเวทีในประเทศไม่กว้างพอ พวกเขาจึงเข้ายึดครองเวทีในต่างประเทศ รวมถึงอเมริกา และเติบโตขึ้นเป็นวง K-Pop ที่ Billboard รักใคร่ พวกเขาที่กำลังสร้างตำนานอันเจิดจรัสนี้ ก็คือ BTS นี่เอง

BTS อยู่ในสังกัด Big Hit Entertainment ซึ่งเป็นที่ๆ นักแต่งเพลงอย่างบังชีฮยอกขึ้นแท่นเป็น CEO อยู่ จริงที่ว่าหากหยิบยกในเรื่องสเกลแล้วสังกัดของพวกเขาต่างจากสังกัดใหญ่ๆ ทั้งหลายมาก แต่เขาก็นำพา BTS มาสู่ความสำเร็จ และไม่ทันไรก็เป็นผู้นำวงการดนตรีในประเทศ พวกเราได้ทำการสัมภาษณ์ CEO บังชีฮยอกผู้สร้าง ‘ตำนานความสำเร็จของช้อนดิน’ ไปเมื่อไม่นานมานี้ เราจะได้ฟังกันทั้งความรักใคร่, กุญแจสู่ความสำเร็จ, และความปรารถนาที่เขามีต่อ BTS

จะถามตรงๆ เลยนะครับ กุญแจสู่ความสำเร็จของ BTS คืออะไร

“จริงๆ แล้วผมก็ไม่ทราบครับ ถ้ามองรวมสิ่งที่เกิดขึ้นจากแฟนๆ, นักข่าว, นักวิจารณ์หลังจากที่พวกเขาประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าการที่พวกเขามีการแสดงที่ดี มีเพลงที่ก้าวทันตามเทรนด์โลกอย่างรวดเร็ว และเล่าเรื่องราวของตัวเอง วัยรุ่นทั่วโลกถึงคล้อยตามไปกับพวกเขา การสื่อสารจากตรงนี้ทางผ่านโซเชียลและหลากหลายช่องทางและให้ความเป็นกันเอง คงจะเป็นกุญแจสำคัญครับ”

เป็นเพราะนำทางด้วยซีรี่ส์ ’N ชุดอย่างโรงเรียน 3 ชุดหรือฮวายังยอนฮวา 2 ชุดหรือเปล่า

“วงสมัยก่อนก็ทำหลายๆ ซีรี่ส์แบบนี้กันบ่อยครับ จะมองว่า BTS มาลองชิมลางหลังจากไม่มีใครทำมานานก็ได้ แต่บริษัทของพวกเราไม่ชอบการวางแผนที่ไม่สมจริง มองจากภายนอกอาจจะมองว่าเป็นแบบนั้น แต่พวกเราไม่ใช่ประเภทที่วางใจกับไอเดียสดใสๆ พวกเราแค่มีหลักความคิดที่มั่นคงว่า BTS ควรจะเล่าเรื่องราวของตัวเอง พอพยายามที่จะแสดงออกถึงส่วนนั้นในอัลบั้ม การใส่เรื่องราวลงในหนึ่งอัลบั้มก็มีจำนวนมากขึ้นมหาศาล ถ้าฝืนใส่เรื่องราวทั้งหมดในอัลบั้มเนื้อหาก็จะดำเนินไปเร็วมาก ก็เลยวางแผนแบ่งเรื่องราวออกมา ซึ่งนี่ไม่ใช่จุดที่มีความเป็นเอกลักษณ์ที่วางแผนไว้ก่อนหรอกครับ เพียงแค่แบ่งและทำออกมาเลย”

เปรียบเทียบช่วงแรกที่เดบิวต์กับปัจจุบัน มีความรู้สึกว่าสีสันของ BTS เปลี่ยนไปนิดหน่อย 

“มองจากจุดไหน มันค่อนข้างต่างกันออกไปครับ คอนเซ็ปต์สำคัญที่สุดในตลาดไอดอล แต่ถ้ามองถึงคอนเซ็ปต์ในแง่วิชวลและเพลง BTS เองชิมลางมาหลากหลายสีสันทีเดียว เคยได้ยินมาเหมือนกันครับว่า ‘ก็ไม่ต่างนี่’ หรือไม่ก็ ’BTS เปลี่ยนไป’ แต่ในบริษัทเองก็ไม่สามารถถ่ายทอด ‘การเปลี่ยนแปลง’ หรือ ‘การเปลี่ยนรูป’ ได้เหมือนกัน เป็นเพราะมุมมองของเราไม่เคยเปลี่ยนไปจากการที่จะต้องเล่าเรื่องของวัย 10 ปี  20 ปี เลยสักครั้ง พวกเราทำแต่เพลง, แฟชั่น, เทรนด์ ที่เหมาะกับอายุของเมมเบอร์ ถ้าเราเดินสวนทางกับคอนเซ็ปต์เดิมที่เราเคยทำ แฟนๆ ก็อาจจะเลิกราไปจากเราได้ ซึ่งถ้าไม่เป็นอย่างนั้น พวกเขาก็จะได้รับรู้ถึงความคงเส้นคงวาของวง BTS บอกเล่าเรื่องของตัวเอง เรื่องราวของคนวัยตัวเอง เรื่องราวที่อยากหลบซ่อนเอาไว้ ออกมาอย่างจริงใจแต่ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนนี้ พวกเราไม่ต้องมีมาตัดสินใจกันเลยว่าแบบ ‘ครั้งนี้ทำคอนเซ็ปต์แบบไหนดี’”

เมมเบอร์แต่ละคนทำมิกซ์เทป และเป็นประเภทที่กระตือรือร้นในการร่วมทำเพลงกับคนอื่น

“อย่างที่พูดนั่นล่ะครับว่าผมปล่อยเป็นอิสระเลย เพราะเราต้องไม่ไปแตะต้องเพลงของพวกเขา บริษัทเข้าไปช่วยได้เพื่อสร้างเพลงออกมาให้มีคุณภาพ แต่ผมคิดว่าเราไปแตะต้องทิศทางดนตรีของเมมเบอร์ไม่ได้ ความตั้งใจของเมมเบอร์เองสำคัญที่สุดครับ ก่อนที่เพลงจะมาถึงผมในขั้นตอนสุดท้ายก็ผ่านการตรวจดูโดยเหล่าโปรดิวเซอร์กันเองอยู่แล้วเพราะฉะนั้นการที่บริษัทยื่นมือเข้าไปเป็นเพียงการตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่าเพลงๆ นั้นมีคุณภาพที่จะให้แฟนคลับฟังมั้ยเท่านั้น พวกเขาได้รับการเชื้อเชิญจากศิลปินทั้งในและต่างประเทศให้ไปร่วมทำเพลงด้วยกันมากมาย แต่ผมไม่เข้าไปแตะเลยครับ กฎมีอยู่ข้อเดียวครับ ถ้าศิลปินได้รับการติดต่อเข้ามาและจะทำเพลงร่วมกันเพราะเคมีเข้ากัน บริษัทก็จะทำเพียงสนับสนุนพวกเขาครับ บริษัทเพียงวาดภาพใหญ่ๆ เอาไว้แต่ไม่เคยชี้แนะอะไรก่อนเลยครับ”

เมมเบอร์ BTS แอคทีฟอยู่บนโซเชียล 

“เราปล่อยเมมเบอร์เป็นอิสระ นี่ไม่ใช่อะไรที่วางแผนและมีเป้าหมายทางการตลาด บริษัทเราไม่มีวัฒนธรรมที่จะห้ามไม่ให้ทำอะไร แต่การที่เมมเบอร์มีแอคเค้าท์แยกรายคนก็ไม่ใช่วัฒนธรรมของวง ผมเลยขอเขาไว้ว่าอย่าทำ และพวกเขาก็เปิดแค่แอคเค้าท์เดียวตั้งแต่ก่อนเดบิวต์ เมมเบอร์ต่างคนต่างเข้าใจดีว่าแอคเค้าท์เป็นแอคเค้าท์ของวงและสนุกกับการใช้โซเชียล พวกเขาชอบ ‘วัฒนธรรมแฟนคลับ’ กันทุกคน มันเลยกลายเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดี เมมเบอร์สร้างคอนเทนท์กันเองเยอะมาก มันเลยค่อนข้างลำบากถ้าจะอัพคอนเทนท์ทั้งหมดลงโซเชียล”

แปลกจริงๆ ที่เป็นวงที่มีฐานแฟนคลับต่างประเทศที่ใหญ่ แต่กลับไม่มีเมมเบอร์ต่างชาติเลยสักคนเดียว 

“จริงๆ แล้วพวกเราก็ไม่ทราบว่าปฏิกิริยาตอบรับ BTS จากต่างชาติจะถึงขั้นนี้ ตอนที่เราปล่อยการเดบิวต์ เราตั้งใจจะคงความเป็นไอดอล K-Pop ให้น้อยที่สุด พวกเขามีการแสดงที่ดีและไม่ได้ให้ความสำคัญแค่เพลงในงานโปรดักชั่นทั้งหมด แต่ใส่ใจกระทั่งทั้งเสื้อผ้าหรือมิวสิควิดีโอ การให้ความสำคัญกับวัยรุ่นเป็นสิ่งที่เป็นสากลทั่วโลกแต่ก็ไม่อิงกระแส เลยทำให้แฟนๆ ต่างชาติคล้อยตาม นอกจากนั้นการเข้าถึงที่ง่ายดายจากทั่วโลกผ่าน YouTube ก็เป็นข้อได้เปรียบ การแปลของแฟนๆ BTS เพื่อสรรหาแฟนต่างชาติใหม่ๆ กลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วครับ เป็นเรื่องที่รู้สึกขอบคุณเลยจริงๆ มีเรื่องประหลาดๆ เมื่อไม่นานมานี้ด้วยครับ มีคนทำคลาสเรียนเต้นคลาสหนึ่งในประเทศติดทะเลบัลติกอย่างเอสโตเนียขึ้นมาชื่อว่า ‘BTS Dance Class’ สุดยอดจริงๆ ครับ”

ทัวร์อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เมื่อเร็วๆ นี้เป็นอย่างไรบ้าง?

“เกินคาดจริงๆ ครับ เรารู้อยู่แล้วว่าปฏิกิริยาตอบที่อเมริกาน่ะดี แต่อเมริกาใต้ก็แสดงความสนใจที่ร้อนแรงมาให้เห็นเช่นกัน ผมประหลาดใจกับการระเบิดพลังของพวกเขาตั้งแต่ก่อนเปิดขายบัตร และในระหว่างที่ทัวร์ถึง LA จากอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือขึ้นมา ผมประหลาดใจมากเช่นกันครับที่ได้เห็นฐานแฟนคลับเติบโตขึ้น BTS มาถึงขั้นนี้แล้วหรอ ฮ่าๆ จริงๆ แล้วพวกเราเป็นแบบนี้ได้ก็เพราะมีศิลปินและสังกัดยุคก่อนหน้าพวกเรามาก่อน พวกเราเลยรู้สึกรับผิดชอบต่อศิลปินรุ่นหลังว่าต้องเปิดเส้นทางการตีตลาดตะวันตกให้พวกเขา”

รู้สึกอย่างไรที่ BTS ถูกเปรียบกับช้อนดิน

“พวกเราไม่ได้ใช้คำแสดงออกนี้เองก่อน แต่ก็มีคนที่คิดว่ามันเป็น การตลาดที่พวกเราใช้คำนี้เพื่อทำให้ตัวเองแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งผมไม่ชอบมุมมองนี้ครับ พูดให้เคลียร์เลยนะครับว่าพวกเรา ไม่ต้องการการตลาดแบบนั้น สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชอบหรือ ไม่ชอบคำว่า ‘ช้อนดิน’ เพราะมันก็จริงที่ BTS ประสบความสำเร็จ จากสังกัดที่ไม่มีชื่อเสียง เรายอมรับได้กับคำว่า ‘ช้อนดิน’  เพราะ BTS ประสบความสำเร็จจากสังกัดที่ไม่มีต้นทุน แต่หวังว่าจะขจัด ความเข้าใจผิดๆ ที่ว่านี่คือการตลาดออกไปครับ”

สิ่งที่ BTS ไม่มีคือข่าวลือที่ไม่ดี 

“ก็เพราะว่าพวกเขาไม่มีเรื่องขัดแย้งในชีวิตจริงนี่แหละครับ พวกเขารักกันจะตาย ผู้ชายรวมตัวกัน 7 คนก็ต้องมีทะเลาะกัน เล็กๆ น้อยๆ อยู่บ่อยๆ แต่ตั้งแต่ก่อนเดบิวต์มา ผมสอนเขาไว้ว่า ถึงจะทะเลาะกันก็ต้องแก้ปัญหากันเอง เมมเบอร์ก็เข้าใจเรื่องนี้ 100% ทั้ง 7 คนเข้ากันได้ดีมากจนถึงขนาดที่ผมคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญหาอะไรเลยได้อย่างไร หรือนี่คือความลับที่ทำให้อยู่ไปได้นานอย่าง Shinhwa”

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายิ่งได้รับความนิยม ก็ยิ่งมีแอนตี้เพิ่มมากขึ้น 

“มันมีเลเวลที่เรารับได้อยู่ครับ ผมมองว่าการดูหมิ่นพวกเรา หรือโจมตีเมมเบอร์ด้วยข่าวลือที่ไม่มีมูลมันเกินความเป็นคอม- เม้นท์ที่มีเจตนามุ่งร้ายและการเป็นแอนตี้ ผมแจ้งตำรวจแล้วครับ มันเป็นปัญหาที่เราอภัยให้ไม่ได้ การโกหกและด่าทออยู่เบื้องหลัง การปิดบังชื่อเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ควรมีอยู่ไม่ใช่หรอครับ สิ่งที่อยู่ ภายใต้คืออิสระในการแสดงออกเพราะในอินเตอร์เน็ตมันเท่า เทียมกันและรับประกันการปิดบังชื่อ แต่ผมปล่อยผ่านไปไม่ได้ ถ้ามันเกินกว่ามาตรฐาน ในอนาคตต่อไปผมจะใช้เวลาและเงิน ทั้งหมดตรวจสอบและเผชิญหน้ากับเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง เหนือสิ่งอื่นใดเลยคือเหล่าเมมเบอร์เจ็บปวดและทรมานกับเรื่องนี้มากๆ เพราะพวกเขายังเป็นเด็กกัน โดยเฉพาะตอนที่เพลงหรือ คอนเทนท์ของพวกเรากลายเป็นข่าวลืออย่างไม่ยุติธรรมคือ ตอนที่พวกเราเจ็บปวดที่สุดเพราะความภาคภูมิใจของพวกเรา คือคอนเทนท์ที่มีความจริงใจที่พวกเราสร้างขึ้นมาตั้งแต่เดบิวต์มาจนถึงตอนนี้ ในตอนนี้ผมคิดว่าพวกเขาล้ำเส้น เพราะฉะนั้น ผมจะเผชิญหน้าอย่างจริงจังโดยจะไม่มีการเจรจาใดๆ ทั้งนี้เพื่อ ปกป้องเมมเบอร์ครับ”

*สังคมเกาหลีเปรียบความมั่งคังร่ำรวยและสถานภาพทางสังคมของประชากรกับช้อนเป็น 4 สถานะตั้งแต่ ทอง (금), เงิน (은), ทองแดง (동) ไปจนถึง ดิน (흙) ในขณะที่ทอง, เงิน, และทองแดงเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่ำรวยและมีเอกสิทธิ์สูงสุดในสังคมนั้นเป็นประชากรส่วนน้อย ดินก็เป็นเครื่องหมายแทนประชากรส่วนใหญ่ที่เหลือทั้งหมดที่เป็นชนชั้นแรงงานที่มีรายได้น้อยและต้องทำงานหนัก ซึ่งการเปรียบเปรยนี้ใกล้เคียงกับสำนวน ‘คาบช้อนเงินช้อนทอง’ ของไทยหรือสำนวน ‘Every man is no born with a silver spoon in one’s mouth’ ของอังกฤษซึ่งสื่อความหมายเรื่องการเกิดมามั่งคั่งร่ำรวยเพราะครอบครัวมีต้นทุน

 

ที่มา | OSEN
แปลจากเกาหลีเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

 

Comments

What's on Instagram