BTS อธิบายคอนเซ็ปต์เบื้องหลังอัลบั้ม Love Yourself 承 ‘Her’…“นี่คือจุดเริ่มต้นบทที่สองของพวกเราครับ”

ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนปล่อยอัลบั้ม Love Yourself 承 ‘Her’ ลีดเดอร์ RM ลีดเดอร์วง BTS วิเคราะห์อัลบั้มและแทร็กต่าง ๆ ในอัลบั้มได้อย่างครบถ้วนกระบวนความผ่านการให้สัมภาษณ์กับ Billboard

“มันเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราจริง ๆ ครับ” แรพเปอร์/นักแต่งเพลง/โปรดิวเซอร์ วัย 23 ปี บอกกับ Billboard ผ่านสายจากกรุงโซล “แน่นอนครับว่าเมมเบอร์ทุกคนตื่นเต้นกับอัลบั้มมาก ๆ พวกเรายังซ้อมกันอยู่ทั้งวันทั้งคืนจนถึงตอนนี้เพื่อที่จะได้แสดงเพลงใหม่และการแสดงที่สมบูรณ์ออกมาให้เห็น อีกวันหลังจากทำเพลงเสร็จ ผมไปลงข้อความไว้ในแฟนคาเฟ่ไว้ด้วยว่า ‘อัลบั้มนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของ BTS’ และแม้ว่าการรอคอยอัลบั้มนี้จะรู้สึกว่ามันยาวนานแต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นเลยล่ะครับ เหตุการณ์สำคัญก็คืองาน Billboard Music Awards ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมนี่แหละครับ

การรอคอยเป็นที่น่าติดตามเป็นพิเศษสำหรับเหล่าแฟนคลับผู้เลื่องลือในความคลั่งไคล้ของวง BTS ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ A.R.M.Y ผู้รอคอยเพลงใหม่ของวงที่ประกอบไปด้วยเมมเบอร์ Rap Monster (ปัจจุบันคือ RM), Jimin, Suga, J-Hope, Jin, V และ Jungkook หลังจากที่ได้โหวตให้พวกเขาเป็นศิลปิน Top Social Artist ในงาน 2017 Billboard Music Awards เหนือผู้ทรงอิทธิพลสุดป๊อปอย่าง Justin Bieber, Ariana Grande, Selena Gomez และ Shawn Mendes.

หลังจากนั้น หนุ่ม ๆ BTS ก็ได้เปิดตัวการจัดจำหน่ายอัลบั้มกับ Amazon และ The Orchard ในอเมริกา  (“เราเชื่อว่าอัลบั้มยังคงมีความสำคัญนะครับ แล้วมันยังสำคัญต่อการเชื่อมถึงแฟนคลับของพวกเราทั่วโลกด้วยครับ” RAP MONSTER กล่าว) และการพบปะของพวกเขากับผู้ครองชาร์ตทั่วโลกอย่าง Major Lazer, Halsey, Charli XCX (“อาจจะเป็นซิกซ์เซนส์ของผมก็ได้นะแต่ผมว่าเราจะได้ร่วมทำเพลงกับศิลปินที่ยิ่งน่าสนใจกว่านี้อีกครับ” เขาเสริม) ยังทำให้พวกเขาได้ตัว The Chainsmokers มาโปรดิวซ์บีทในอัลบั้ม LOVE YOURSELF 承 ‘Her’ อีกด้วย

แค่ฟังผลงานที่โปรดิวซ์อย่างอัดแน่นเพียงหนึ่งครั้งที่มีแววจะโหมกระหน่ำชาร์ต Billboard 200 ในสัปดาห์หน้า แพสชันของพวกเขาสัมผัสได้เลยจากเนื้อเพลงทั้งหลายที่ราวกับฉีกออกมาจากสมุดบันทึกส่วนตัวของเหล่าเมมเบอร์เอง ตั้งแต่เพลงนำสุดเข้มข้นอย่าง “DNA” ตลอดจนเพลงที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่าง “고민보다 Go (Go Go)” เสียงของ RAP MONSTER ที่บอกเล่าถึงเพลงใหม่จากการที่เขาเล็งเห็นถึงภาพที่ใหญ่ขึ้นกับเมสเสจที่วงต้องการจะสื่อในผลงานชิ้นล่าสุดด้วยแทรคแนว EDM, ฮิปฮอป และป๊อปสุดล้ำนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยแพชชั่นทีเดียว

มาเริ่มกันตั้งแต่แรกกับ “Serendipity” กันครับ ทำไมเพลงนี้ถึงเป็นเพลงที่ใช่ที่ถูกเลือกมาเป็น Intro และเป็นการเปิดตัวสู่ยุคใหม่

ตอนผมเขียนเนื้อเพลง, ทำนอง และตีมแรกของ “Serendipity” ผมพยายามจะยกสิ่งที่เราไม่ค่อยพบเจอในชีวิต, สิ่งที่พิเศษ อย่างแมวสามสี สิ่งที่มีความหมายพิเศษต่อชีวิตผู้คน ผมอยากแชร์ช่วงเวลาเหล่านี้ให้ได้รับฟังครับ

ผมอ่านเนื้อเพลงแล้วพบว่าเนื้อหาไม่ระบุเพศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่าทรงพลังมาก เป็นสิ่งที่ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นรึเปล่าครับ

เค้าโครงของเนื้อเพลงเป็นเรื่องที่พิเศษและไม่ค่อยพบเจอในชีวิต ผมเลยคิดว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันก้าวข้ามเรื่องเพศ, วัฒนธรรม, และสิ่งที่เป็นกำแพงระหว่างผู้คนไปแล้วครับ

พวกเราปล่อย Intro ก่อนปล่อยเพลงตลอด เพื่อที่ว่า Intro จะได้รับหน้าที่เป็นตัวบอกเล่าคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเพลง “Serendipity” ก็เป็นเพลงที่ใช่เลยครับในการแชร์ความรู้สึกของเพลงของพวกเรา เพลงไตเติ้ล “DNA” เกี่ยวกับว่า DNA ของเราเชื่อมถึงจักรวาลอย่างไร ซึ่งผมว่านี่แหละครับคือความรู้สึกที่ใช่เลยสำหรับอัลบั้มนี้

มาพูดถึงเพลง “DNA” กันบ้าง เพลงนี้ดำเนินเรื่องราวของ BTS ต่อมาอย่างไรครับ

เวลาเราพูดถึงเพลงไตเติ้ล “DNA” เป็นการแสดงความรู้สึกของความรักที่สดใหม่และทะเยอทะยาน เนื้อเพลงก็ประมาณว่า “เราสองเชื่อมถึงกันโดยพรหมลิขิตตั้งแต่แรก DNA ของเรานี่แหละคือตัวสำคัญ” ในขณะเดียวกัน DNA ก็นำพา BTS ไปสู่สนามประลองใหม่ เราพยายามที่จะนำแบบแผนและมุมมองใหม่ ๆ มาใช้ ถ้าได้ฟังก็จะรู้เลยล่ะครับว่าผมพยายามจะบอกอะไร มันต่างจากเพลงก่อน ๆ ของพวกเรามาก ทั้งในเชิงเทคนิกและเชิงดนตรี ผมเชื่อว่ามันจะการเริ่มต้นบทที่สองของชีวิตการทำงานของพวกเรา เป็นจุดเริ่มต้นของบทสองครับ”

“Best of Me” ก็เป็นเพลงที่น่าประทับใจมากจริง ๆ นะครับ ฟังคล้าย The Chainsmokers แต่ก็ฟังคล้าย BTS ด้วย คุณไม่เสียความเป็นตัวเองไปเลยทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเวลาร่วมทำเพลงกับศิลปินใหม่ ๆ ขั้นตอนการทำงานเป็นอย่างไรครับ?

ผมชอบแทรคนี้ครับ! ผมเจอพวกเขาที่งาน Billboard Music Awards พวกเราโชคดีมากจริง ๆ ครับ จริง ๆ แล้วเมื่อวันก่อนพวกเขาก็ชวนพวกเราไปคอนเสิร์ตของพวกเขา พวกเขามีคอนเสิร์ตใหญ่ในเกาหลี พวกเราร้องเพลง “Closer” ร่วมกันด้วยครับ สำหรับเพลง “Best Of Me” พวกเขาให้แทร็กและตัวอย่างเพลงมาหลากหลายเมื่อหลายเดือนก่อน พวกเรากับโปรดิวเซอร์ของพวกเราเลือกตัวอย่างเพลงมาหนึ่งเพลง และเราก็รู้สึกว่า “โอเค เพลงนี้ล่ะที่เข้ากับอัลบั้มถัดไปของพวกเรา” แล้วเราก็เอามาทำเพลงต่อและส่งไปให้พวกเขา ถามพวกเขาว่าคิดยังไงกับแทรคที่เราเอามาพัฒนาต่อ ได้ความคิดเห็นจากพวกเขามา และแล้วเราก็ทำสำเร็จ! ผมตื่นเต้นกับมันมากเลยล่ะครับ (หัวเราะ)

อัลบั้มของพวกคุณมีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่ลึกซึ้งตลอด มาพูดถึงท็อปปิกอื่น ๆ จากการผลงานที่ปล่อยครั้งนี้กันบ้าง ผมนึกถึงเพลง고민보다 Go (Go Go)” ขึ้นมาเลย

“고민보다 Go (Go Go)” เป็นเพลงกระแส แต่มันเกี่ยวกับเด็กรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในมาตรฐานและการคาดหวังที่ต่ำ พวกเขาเลยหัวเสียกับความเป็นจริงที่ต้องเจอ พวกเขามีความหวังเพียงน้อยนิดแล้วยังยากลำบากที่จะทำมาหากินอีก เราก็เลยอยากจะพูดอะไรหน่อย และอยากจะตอกย้ำให้โลกรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เลือกที่จะทำแบบนั้น กลับกันคือความเป็นจริงที่โหดร้ายต่างหากที่บีบบังคับให้พวกเขาใช้ชีวิตและใช้จ่ายราวกับไม่มีอนาคตแล้ว

ในเกาหลี คำว่า “YOLO (You Only Live Once = เกิดมาชีวิตเดียว ใช้ให้คุ้ม จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ)” กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับเด็ก ๆ วัยรุ่นเพราะนอกจากพวกเราจะไม่มีเงินแล้ว โอกาสในการหาเงินให้ได้มาก ๆ ก็ยังยากอีก ผมว่าสังคมเรามีปัญหาสำหรับเด็ก ๆ วัยรุ่นเยอะแยะไปหมด วัยรุ่นหมดเงินไปกับการคีบตุ๊กตา เสียเงินเป็นพัน ๆ เพื่อให้ได้ตุ๊กตาพวกนี้มา แล้วพวกเขาก็จะแบบ “เฮ้ย! ใช้เงินไปเกลี้ยงเลย แย่ละ แต่ฉันไม่เสียดายหรอก” สิ่งเหล่านี้นี่แหละที่เป็นความฟุ้งเฟ้อของคนรุ่นใหม่ที่หนักเอาเรื่องที่สุด อย่างเช่นการสะสมเครื่องประดับ, เครื่องสำอางค์ เราเลยใช้คำว่า “YOLO” เพราะมันสื่อถึงว่าแบบ “ฉันจะกวาดหมดนี่! ฉันจะซื้อของกินนี่ให้เกลี้ยง! แล้วฉันก็จะกินมันให้เรียบ!” มันน่าเศร้านะครับเพราะเราก็ทำได้แค่นั้นแหละ “고민보다 Go (Go Go)” ก็แค่จะบอกว่า “โอเค เอาเลย ไม่เสียดายหรอก แค่เสียตังค์เครื่องคีบตุ๊กตาไม่กี่บาท แล้วก็กินอะไรนิดหน่อยเอง” ในขณะเดียวกันเพลงก็ร้องตามง่าย ผมว่าคนเลยน่าจะชอบกันนะครับ โดยเฉพาะถ้าพวกเขารู้ความหมายลึก ๆ ด้วยล่ะก็นะ

แล้วก็แน่นอน ผมต้องขอถามถึงการเอาสปีชตอนกล่าวรับรางวัลที่งาน Billboard Music Awards มาทำเป็น SKIT ด้วยครับ 

ต้องฟังเพลง “MIC Drop” เลยครับ เพราะ SKIT เป็นสปีชที่ผมกล่าวที่งาน Billboard Music Awards เพราะนั่นถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของพวกเรา แล้วเราก็วางให้เพลง “MIC Drop” เป็นเพลงถัดมาเหมือนเป็นการโชว์ออฟ อารมณ์แบบ “โอเคนะ เราพอละ เราไม่จำเป็นต้องสนบ้าสนบออะไรละ” ก็เป็น SKIT และเป็นเพลงต่อเนื่องตามมา (MIC Drop) ที่ใช่เลยครับสำหรับอัลบั้มนี้

เพลงสุดท้าย “Outro: Her” มันโดนใจผมมากครับ เป็นเหมือนไดอารี่เลย 

ฮ่า! (หัวเราะ)

หลังจากได้คุยกับคุณแล้วผมรู้สึกเหมือนได้สรุปเรื่องราวใหม่ทั้งอัลบั้ม และมันมีความลึกซึ้งมาก ๆ เลยครับ

ผมว่าเพลง “Outro: Her” น่าจะเป็นเพลงที่ผมใช้เวลาทำเร็วที่สุดในอัลบั้มแล้วครับ ผมเขียนท่อน Verse แค่ 20 นาที อยู่ ๆ มันก็มาเองเลยครับ พูดจริง ๆ ครับ ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจผมเลย ผมว่าเพลงนี้ก็เป็น Outro ที่ใช่สำหรับอัลบั้มนี้เหมือนกัน เพราะว่ามันหลากหลายอารมณ์มาก ผมเล่าในเพลงว่าผมเจอคน ๆ นี้ที่ผมรักมาก คน ๆ นี้คือความรักของชีวิตผม ผมเล่าว่าผมสับสนและกำลังตามหาความรัก ผมรู้สึกว่าโลกนี้มันซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วเป็นคุณต่างหากที่ซับซ้อน “ผมเรียกคุณว่า ‘เธอ’ เพราะคุณคือน้ำตาของผม (I call you her, ‘cause you’re my tear)”, “เพราะคุณเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบของผม (넌 내게 시작이자 결말 자체니까)” นั่นคือสิ่งที่ผมเล่าออกมาครับ “คุณคือคำตอบต่อเรื่องน่าประหลาดใจทั้งหมดทั้งมวลของผม (내 모든 wonder에 대한 answer)” นั่นแหละคือสิ่งที่ผมจะสื่อ : คุณคือ “เธอ” ของผม แต่คุณก็ยังคงเป็น “น้ำตา” ด้วยอยู่ดี

ท่อนฮุกเล่าว่าความรักไม่ได้เกี่ยวกับความสุขไปเสียหมด มันไม่ได้มีแค่เรื่องน่ายินดี มันไม่ได้มีแค่ความสดใสเบิกบานใจ หากคุณอยากจะรักใครสักคน คุณต้องรู้เอาไว้ว่าคุณจะต้องมีน้ำตา และมีแม้กระทั่งความเกลียดชังในความรัก ผมว่าความรักรวมสิ่งเหล่านี้เอาไว้ทั้งหมดครับ นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อ มันซับซ้อนครับ

แล้วถ้าแฟน ๆ โชคดีที่ได้ครอบครองอัลบั้มล่ะก็ พวกเขาก็จะมีโอกาสได้ฟัง Hidden Track ในอัลบั้ม ทำไมถึงเก็บเป็นแทร็กลับล่ะครับ

ผมคิดว่าที่เราต้องซ่อนเอาไว้ก็เพราะคุณต้องเป็นแฟนตัวจริงของ BTS ครับถึงจะเข้าใจเนื้อหาใน Hidden Track ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีทางเข้าใจ คนอื่นเอาแต่พูดครับว่า “ทำไมพวกเขาต้องสับสนนู่นนี่นั่นมากมาย พวกเขาออกจะเก่ง?!? พวกเขาก็ได้ที่ 1 จากที่นู่นที่นี่ พวกเขามีอะไรตั้งเยอะแยะ แล้วพวกเขายังจะต้องกังวลอะไรอีก?” แต่ถ้าคุณเป็นแฟนตัวจริงของ BTS และซื้ออัลบั้มเพื่อฟัง Hidden Track ถ้าคุณคือ A.R.M.Y ที่ใช้เวลาอยู่กับพวกเรามาตั้งแต่ปี 2013, 2014 ก็จะเข้าใจ มันค่อนข้างพิเศษยิ่งกว่า และใกล้เคียงกับความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเรายิ่งกว่าครับ

ที่มา | Billboard
แปลจากอังกฤษเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

About the Author /

bts.candyclover@gmail.com

I go by the name Candy, a co-founder, admin, designer, translator, writer of and for CANDYCLOVER. I'm a graphic/UI designer and a self-taught Korean translator who's passionate about telling success stories of BTS in the form of mixed media from graphic to web-based experiences. Now, I'm also pursuing my career as a professional Korean translator. My recent book-length translation projects are: I AM BTS (TH Edition), BTS The Review (TH Edition) and more to come!