ท็อปปิกที่หยิบยกขึ้นมาผ่านเพลง หวังว่าจะได้ไตร่ตรองร่วมกัน

“เข้าใกล้ ‘วิธีการที่จะได้รักตัวเอง’ มากขึ้นสักก้าวในอัลบั้มใหม่”

“K-Pop คือ ‘แพคเกจรวมงานอาร์ททุกอย่าง’…มีช่องทางให้ตกลงสู่หลุมพรางอยู่มากมาย”

ถ้าให้เลือกความแตกต่างใน ’BTS คลาส’ มาอย่างเดียวก็ต้องเป็นเพลงที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง BTS ขุดเอาสิ่งที่คนวัยเดียวกันขาดแคลนและวิตกกังวลออกมา และปลอมประโลมพวกเขาด้วยวิธีที่ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วมกัน

วิธีพูดของพวกเขาบางทีก็มีความเป็นผู้ใหญ่เหมือนรุ่นพี่ ในขณะที่บางทีก็มีความตรงไปตรงมาเหมือนเพื่อน

กับวัยรุ่นที่ปรารถนาให้พรุ่งนี้แตกต่างไปจากวันนี้ พวกเขาเองก็คือ ‘ไอดอลจากสังกัดเล็กที่ไม่มีความสลักสำคัญ’ ที่ ‘ถูกตัดออกรายการนับครั้งไม่ถ้วน’ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็คือที่คนที่สะกิดสังคมด้วย ‘ที่ๆ มีความหวังย่อมมีความสิ้นหวัง (เพลง SEA)’ และ ‘เลิกพยายามดูสักหน่อย แพ้บ้างก็ไม่เป็นไรหรอก (เพลง FIRE)’ และตะโกนออกมาด้วยสปิริทเต็มเปี่ยมว่า ‘ทะลายเพดานกระจกที่กักขังคุณเอาไว้ซะ (เพลง NOT TODAY)’

เนื้อเพลงของไอดอลอย่าง ‘ค่าจ้าง (ที่ได้รับ) แลก (กับโอกาสในการทำงานที่มีแพชชั่นอยากทำเพื่อ) ประสบการณ์’ กับ ‘ทฤษฎีช้อนแบ่งลำดับชนชั้น’ ฯลฯ ซึ่งส่งเสียงสะท้อนเยาวชน ทะลุทะลวงความเป็นจริงของยุคที่ถูกทิ้งระยะห่างอย่างเผ็ดร้อน เนื้อเพลงที่สะท้อนแง่มุมของสังคมอย่าง ‘YOLO’ และ ‘ผลาญสนุก (탕진잼)’ ก็ซอกซอนชอนไชสังคมอย่างมาก

‘ใครกันที่ทำให้เรากลายเป็นเครื่องจักรเรียนหนังสือ? / แบ่งแยกให้ไม่ได้ที่หนึ่งก็ตกชั้นไป’ – เพลง N.O

‘ฉันชอบเนื้อแดดเดียว (육포 : ยุกโพ) เพราะฉะนั้นก็เป็น เจเนอร์เรชั่นที่ 6 (6포 : ยุกโพ) แล้วกัน / สื่อกับผู้ใหญ่บอกว่าพวกเราไม่มีความตั้งใจ และขายพวกเราอย่างกับหุ้น’ – เพลง Dope (쩔어)

‘ไปทำงานพิเศษ ก็ได้ค่าจ้างแลกประสบการณ์ / นี่มันไม่ปกติละ / อา หยุดพูดถึงแต่ ความอุตสาหะ ความอุตสาหะ ซะที’ – เพลง 뱁새

ในการสร้าง ‘ความแตกต่าง’ เมมเบอร์ค้นพบความสนุกในการสร้างสรรค์ระหว่างที่ปล่อยเพลงไม่เป็นทางการบน Soundcloud ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และเพิ่มความลึกซึ้งให้กับถ้อยความที่จะสื่อ บางทีพวกเขาก็ได้รับแรงบันดาลจากวรรณกรรมอีกด้วย

จากการใช้กระบวนการนี้เพื่อการพัฒนา พวกเขาโยน ‘ท็อปปิก’ ขึ้นมาด้วยการทำซีรี่ส์อัลบั้มที่มีการเล่าเรื่องที่แข็งแกร่ง ได้แก่ ไตรภาคโรงเรียน และวัยรุ่น ฯลฯ และแนวทางวิธีการรักตัวเองผ่านอัลบั้ม LOVE YOURSELF 承 ‘Her’ ที่ปล่อยออกมาเมื่อปีที่ผ่านมา

BTS เน้นย้ำ “หวังว่าเมื่อผมหยิบยกท็อปปิกขึ้นมาผ่านเพลงว่าต้องทำยังไงถึงจะมีความสุข ว่าอะไรคือวิธีการรักตัวเอง ผู้คนจะได้มาไตร่ตรองร่วมกันครับ” ระหว่างการสัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ที่นนฮยอนดง เขตคังนัม ในกรุงโซล

นอกจากนั้นลีดเดอร์ RM ยังเปิดเผยเกี่ยวกับถ้อยความที่จะนำเสนอให้อัลบั้มถัดไปอีกด้วยว่า “สิ่งที่พวกเรากำลังพูดคุยกันจาก ‘LOVE YOURSELF’ คือการเสาะหาข้อสรุปของตัวเอง ผมอยากจะยึดมั่นในความรู้สึกนี้และเข้าใกล้วิธีการที่ผมจะได้รักตัวเองมากขึ้นสักก้าวครับ”

ต่อไปคือช่วงถามตอบกับ BTS

Q: ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พวกคุณปล่อยเพลงไม่เป็นทางการจำนวนมากบน Soundcloud ทำให้พวกคุณมีความแตกต่างจากไอดอลทั่วๆ ไปมากในเรื่องของ ‘ความสม่ำเสมอ’

▲ SUGA : ความสม่ำเสมอเป็นอะไรที่สุดยอดครับ พวกเราสนุกกับการปล่อยเพลงเพราะพวกเราชอบดนตรี ไม่ใช่เป็นเพราะโอกาสพิเศษ ด้วยวิธีการนี้เองที่ทำให้เราเข้าใจถึงการปล่อยเพลงไม่เป็นทางการได้ เวลาที่โปรดิวเซอร์เข้าถึงผู้ฟังด้วยการคิดหวังผลกำไรเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลยครับ ผมได้ยินมานักต่อนักว่า ‘ทำไมถึงทำเพลงพวกนี้ออกมา?’ เหตุผลมีอย่างเดียว คือเพราะว่ามันสนุกมากๆ นั่นเองครับ พอทำเพลงและปล่อยออกมาก็ได้รับฟีดแบค และได้สื่อสารความจริงใจหรือคำพูดที่ยากที่จะสื่อสารออกมามาผ่านตัวหนังสือ พวกเราอาจจะเป็นวงที่สื่อสารเยอะและใช้โซเชียลได้อย่างเป็นประโยชน์ แต่การปล่อยเพลงที่ไม่เป็นทางการออกมาก็เป็นวิธีหนึ่งครับ การจะปล่อยออริจินัลแทร็คออกมาทีละ 10 เพลงไม่ใช่ขั้นตอนที่ง่าย ผมจึงพูดอะไรออกมาไม่ได้นอกจากว่ามันเป็นสิ่งที่ผมอยากทำ ขั้นตอนมีส่วนช่วยในการทำอัลบั้มมากๆ ครับถึงส่วนตัวผมจะมีความรู้สึกเสียดายเพราะเพลงไม่เป็นทางการที่ทำสมัยก่อนทำในช่วงที่มีความคิดหลายอย่างมากและมีความหยาบกระด้าง แต่ผมก็มีความรู้สึกเหมือนความหยาบกระด้างได้ถูกลดทอนลงเพราะสิ่งเหล่านี้ นับเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนของชีวิตผมและทำให้ผมพัฒนาในด้านดนตรีมากยิ่งขึ้นครับ

Q: กระทั่งถึงก่อนหน้าที่อัลบั้มซีรี่ส์วัยรุ่นอย่าง ‘ฮวายังยอนฮวา (화양연화)’ จะปล่อย ทราบมาว่าพวกคุณกังวลเกี่ยวกับทิศทางของดนตรีเป็นอย่างมาก มีการลองผิดลองถูกมั้ย และจับทิศทางผ่านกระบวนการพวกนั้นยังไง

▲ RM : พวกเรามีการลองผิดลองถูกทางด้านดนตรีอยู่ตลอดครับว่าเพลงจะทำอันดับได้ที่เท่าไหร่ก่อนจะหลุดออกจากชาร์ต Billboard หรือ MelOn การลองผิดลองถูกแต่ก่อนเกี่ยวกับการที่ ‘ถ้าพวกเราดึงดูดแฟนๆ และคนทั่วไปได้ การจะรักษาเอกลักษณ์ของพวกเราเอาไว้ต้องทำยังไง’ แต่ในตอนนี้ที่มีคนฟังเพลงของพวกเรามากขึ้น เรากำลังสู้รบปรบมือให้ได้มาซึ่งเพลงไตเติ้ลต่อจากเพลง ‘DNA’ ครับ ด้วยผลความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่ได้มาจากการลองผิดลองถูกเล็กๆ น้อยๆ เพลงไตเติ้ลถัดไปก็จะต้องผ่านการลองผิดลองถูกมากมายเช่นเดียวกันครับ 4 ปีก่อนที่เพลง Danger ขึ้นสู่ชาร์ต MelOn ที่อันดับ 54 และ ‘หลุดออกจากชาร์ต’ ภายในวันเดียว ผมไม่กลับไปที่บ้านเลย ผมจำช่วงเวลา ณ ตอนนั้นได้ ก็เลยหวั่นไหวกับสิ่งเหล่านี้และคิดว่าต้องลองผิดลองถูกต่อไปครับ

▲ J-HOPE : ในขณะที่ทำงานในฐานะ BTS พวกเราเองก็เรียนรู้ไปด้วย พวกเรากังวลมากครับว่าเวลาจับหัวข้อหนึ่งมาแล้วจะต้องสื่อสารเรื่องราวออกมายังไงถึงจะดี

Q: แม้อัลบั้มที่ปล่อยออกมาจนถึงตอนนี้มีตีมที่แตกต่างกัน แต่ก็มีความสอดคล้องในการสื่อสารให้คนวัยเดียวกันมีความรู้สึกร่วม วิธีการรวมความคิดแต่ละคนที่แตกต่างกันของเมมเบอร์ทั้งเจ็ดคนคืออะไร

▲ SUGA : วิธีการทำงานคือทุกๆ คนจะมีส่วนร่วมในหนึ่งหัวข้อกับหนึ่งบีทครับ ภายใต้เงื่อนไขนี้ต้องมีจุดที่เป็นมาตรฐานในการทำงาน พวกโปรดิวเซอร์ก็เลยจะเป็นคน ‘Pick’ อันที่ดีที่สุด และหลังจากเรียบเรียงแล้วก็จะทำเพลงออกมาให้เสร็จสมบูรณ์ มาตรฐานที่สม่ำเสมอของพวกเราคือการทำอะไรที่ชัดเจน เราพูดถึงเรื่องที่ถูกและผิดมามากมาย เราเริ่มต้นขึ้นมาจากสิ่งที่ใครๆ ก็คิดได้อย่างเรื่องที่ ‘บางคนก็มองว่าถูก แต่บางคนก็มองว่าผิด’ ก็เลยทำให้ผู้คนเกิดอารมณ์ร่วมครับ

Q: พอดูเนื้อเพลงแล้ว สัมผัสได้กลิ่นอายของ Seo TaiJi and Boys ในยุค 90 จากการเล่าเรื่องที่ใครๆ ควรเล่าแต่ยังไม่เคยได้เล่าออกมาเลย

▲ SUGA, RM : เรื่องราวพวกนั้นคุณพี่ซอแทจีเคยเล่ามาแล้ว และยังให้แนวทางในการทำการแสดงกับพวกเราด้วยครับ (พวกเขาร่วมโปรเจครีเมคเพลงฉลองซอแทจีเดบิวต์ครบรอบ 25 ปี และร่วมทำการแสดงกับซอแทจีในคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นที่ Jamsil Seoul Olympic Stadium เมื่อปีที่ผ่านมา)

Q: เวลาที่พวกคุณร้องเพลง มีเนื้อเพลงที่พวกคุณรู้สึกพึงพอใจมั้ย

▲ SUGA : ผมชอบท่อน ‘เช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้นจะมืดมิดที่สุด’ ของเพลง Tomorrow ที่สุดครับ ตอนเขียนก็เขียนออกมาโดยที่ไม่มีอะไรมากีดขวางเลย

▲ JUNGKOOK : ไม่รู้ว่าอะไรจากเนื้อเพลง ‘ที่ๆ มีความหวังย่อมมีความสิ้นหวัง’ ของเพลง ’SEA (바다)’ ที่ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งครับ (เพลง ’바다 (Sea)’ เป็นเพลงที่ RM แต่งขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลจากวลี ‘ที่ๆ มีความหวัง มีบททดสอบ’ ของหนังสือเรื่อง 1Q84)

▲ RM : ในบรรดาเพลงที่เขียนเมื่อไม่นานมานี้ เพลง Best Of Me ถูกใจผมครับ มันคือท่อน ‘ฉันหวังคลื่นลมที่อบอุ่นหัวใจ แต่ทำไมฉันไม่รู้เลยว่าเธอคือทะเล’ ที่สื่อถึงแฟนๆ อาร์มี่ครับ ผมคิดอยากจะเป็นส่วนช่วยที่ยิ่งใหญ่ให้กับแฟนๆ เหมือนคลื่นลมที่อบอุ่นหัวใจในวิธีของผมเอง แต่คิดๆ ดูแล้วแฟนๆ ต่างหากที่ยิ่งใหญ่กว่าผมหลายเท่านัก และทำให้ผมตระหนักว่าพวกเขาคือตัวตนที่สร้างผมขึ้นมา

▲ J-HOPE : ของผมมีเนื้อเพลงสองเพลงครับ เพลงแรกคือคำที่พูดกับอาร์มี่ด้วยเนื้อเพลงที่ว่า ‘(ขอบใจนะ) ที่เป็นดอกไม้ (= ความราบรื่น) ให้กับช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด’ ของเพลง ‘둘! 셋! (2! 3!)’ เพราะมันสวยงามมากๆ ความรู้สึกของผมเต็มล้นทุกทีที่ร้องเพลงนี้ด้วยความหมายของมัน สำหรับพวกเราแล้ว ‘ฮวายังยอนฮวา (화양연화)’ เป็นอัลบั้มที่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ ที่เป็นดอกไม้ที่สวยงามให้กับแฟนๆ และนอกจากนั้นท่อนที่ร้องว่า ‘อยากจะเป็นเด็กตลอดไป’ ของเพลง ‘EPILOGUE: Young Forever’ ก็เป็นพาร์ทที่ทำให้ผมได้คิดอะไรมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปทีเดียวครับ

▲ JIMIN : เนื้อเพลงของเพลง ‘EPILOGUE: Young Forever’ ทั้งเพลงเลยครับ เป็นเพลงที่ทำให้เราร้องไห้ออกมาเยอะมากๆ เพราะความคิดต่างๆ ระหว่างที่เราทำการแสดงหลอมรวมเข้ากันอย่างดีครับ

▲ V : ผมชอบทุกเพลงของ RM ฮยองเลยครับ ผมชอบเนื้อเพลงของเพลง ‘EPILOGUE: Young Forever’ ทั้งเพลง แต่ถ้าให้เลือกมาสักท่อนก็คือท่อน ‘เพราะฉันทำให้ใครๆ เปล่งเสียงออกมาได้’ กับ ‘อยากจะเป็นเด็กตลอดไป’ ครับ

▲ JIN : ท่อน ‘ไม่เป็นไร พอนับหนึ่งสองสาม เดี๋ยวก็ลืมหมด’ ของ ‘둘! 셋! (2! 3!)’ ครับ ผมเป็นมนุษย์ประเภทที่หลีกเลี่ยง ก็เลยลืมความทรงจำที่ไม่ดีหมด ณ ตอนนี้ผมพยายามที่จะมีความสุขเสมอ เนื้อเพลงนี้ก็เลยทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งครับ ผมใช้ชีวิตมาด้วยความคิดที่ว่าถ้าตั้งใจจะมีความสุขก็ต้องลบเลือนความทรงจำที่ไม่ดีครับ

Q: เห็นว่าพวกคุณกำลังอยู่ในระหว่างเตรียมอัลบั้มใหม่กัน พวกคุณคิดจะใช้ถ้อยความไหนมาพัฒนาอัลบั้ม

▲ SUGA : ตอนนี้มีแต่ภาพกว้างๆ ก็เลยยังอยู่ในขั้นที่พูดอะไรออกมาไม่ได้ครับ สิ่งที่พวกเราคุยกันตั้งแต่ตอนทัวร์คอนเสิร์ตปีที่แล้วคือความสุข ‘สุดท้ายแล้วความสุขคืออะไร ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุข’ สำหรับผม ถึงผมจะเป็นคนที่คิดว่าถ้าตั้งใจที่จะมีความสุขจะไม่สามารถมีความสุขได้ แต่ผมก็คิดว่าต้องพยายามด้วยหนทางใดสักทางเพื่อมีความสุข ต้องลองศึกษาและค้นคว้า ผมมีความคิดมากมายมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ว่าความสุขคืออะไร และต้องทำยังไงถ้าต้องการที่จะมีความสุข ไม่มีใครเคยสอนหรอกครับ พอพวกผมหยิบยกประเด็นขึ้นมาพูด ก็คงจะมีคนมากมายได้แบ่งปันความคิดกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

▲ RM : ต้นปีที่แล้วผมก็ติดอยู่กับคีย์เวิร์ดคำว่าความสุขครับ แต่เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านคอลัมน์หนึ่งในหนังสือพิมพ์ระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่น เนื้อหาในคอลัมน์นั้นบอกว่า มนุษย์เราไม่มีทางได้มาซึ่งความสุขที่ปรารถนา เราไม่อาจได้มาซึ่งความสุขไปตลอดกาลเพราะยีนของคนเราเป็นแบบนั้น แม้มนุษย์ทำเป้าหมายสำเร็จตามที่ปรารถนา เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรม, การพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ ฯลฯ แต่พอมนุษย์ประสบความสำเร็จอย่างหนึ่งก็จะรู้สึกว่าขาดอย่างอื่นไป ขนาดพวกเราเองพอได้ที่ 1 ถึงจะมีความสุขแต่ก็มีเป้าหมายต่อไปเกิดขึ้นมา ผมรู้สึกเห็นด้วยกับข้อความในคอลัมน์นั้นมากเลยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราพูดคุยกันจาก ‘LOVE YOURSELF’ นอกเหนือจากความสุขก็คือการเสาะหาข้อสรุปของตัวเอง ‘LOVE YOURSELF’ คือการเสาะหาวิถีทางที่ทำให้เราได้รักตัวเอง ความฝันของผมไม่ใช่ที่ 1 บนชาร์ต Billboard หรอกครับ แต่คือการให้ความรักกับตัวผมเองจริงๆ เพราะต่อให้ต้องเผชิญอีกกี่พันล้านครั้ง ผมก็ไม่อาจเข้าถึงความอัปลักษณ์และด้อยค่าของผมได้ ตอนนี้โชคดีที่ผมได้มาเจอกับคอนเซ็ปต์ ‘LOVE YOURSELF’ ผมอยากจะยึดมั่นในความรู้สึกนี้และเข้าใกล้วิธีการที่ผมจะได้รักตัวเองมากขึ้นสักก้าวครับ มีคำที่เล่าถึงท็อปปิกนั้นได้มากมายอย่างเช่น ความมืดหม่น และความเดียวดายครับ

Q: พวกคุณเขียนเนื้อเพลงจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากหนังสือวรรณกรรมเรื่อง ‘1Q84’ และ ‘เดเมียน’ ฯลฯ และยังมีการอ้างถึงเรื่อง ‘The Ones Who Walk Away from Omelas’ ที่อยู่ในคอลเล็คชั่นรวมเรื่องสั้น ‘The Wind’s Twelve Quarters’ ในมิวสิควิดีโอเพลง ‘Spring Day (봄날)’ อีกด้วย หนังสือที่กำลังอ่านอยู่ในช่วงนี้คือหนังสือเรื่องอะไร

▲ SUGA : เมื่อไม่นานมานี้ผมอ่านหนังสือเยอะมากครับ ผมก็ชอบกลไกดิจิตัลเหมือน Early Adopter (T/N: ผู้ที่ชอบจับจองและเป็นเจ้าของอะไรใหม่ๆ ก่อนคนอื่น) แต่ผมกลับไปสู่ความเป็นอนาล็อกครับ ผมเริ่มกลับมาจดข้อความและอ่านหนังสือเหมือนตอนเด็กๆ อีกครั้ง และอ่านหนังสือเรื่อง ‘Life Lessons’ ของนักจิตวิทยาและนักประพันธ์ที่ชื่อ เอลิซาเบธ คือเบลอร์-รอสส์ (Elisabeth Kübler-Ross) คนนี้มีหนังสือหลายเล่นมากครับ ส่วนตอนนี้ผมกำลังอ่านเรื่อง ‘About A Dream (夢について/그녀에 대하여)’ ของนักประพันธ์ญี่ปุ่น โยชิโมโตะ บานานา ครับ

▲ RM : ผมก็กำลังอ่านเรื่อง ‘Kitchen’ ของโยชิโมโตะ บานานา เหมือนกัน เพราะมีหนังสือเล่มนี้อยู่ที่บ้านครับ

▲ J-HOPE : ผมตั้งใจว่าจะอ่านนิยายฝรั่งเศษของ ฌูล แวร์น (Jules Verne) ที่เป็นนิยายคลาสสิกแนววิทยาศาสตร์เรื่อง ‘ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์ (20,000 Leagues Under the Sea) และ ’80 วันรอบโลก (Around the World in Eighty Days)’ อีกครั้ง เพราะอยากจะย้อนกลับสู่ความไร้เดียงสาของวัยเด็กครับ เดี๋ยวนี้ความไร้เดียงสาเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกรีแลกซ์ครับ

▲ V : หนังสือที่ผมพยายามที่จะอ่านเมื่อไม่นานมานี้คือ ‘Letters to His Son’ ของ ฟิลลิป เชสท์เตอร์ฟิลด์ (Philip Stanhope, 4th Earl of Chesterfield) ครับ

Q: พวกคุณคิดว่าคุณค่าทางลักษณะเฉพาะหรือ DNA ของ K-Pop ที่ได้รับความรัก คืออะไร แม้ว่าเพลงภาษาเกาหลีจะเป็นสิ่งที่เป็นตัวแทนของ K-Pop อยู่แล้วก็ตาม

▲ RM : K-Pop คือศิลปะที่เป็น ‘แพคเกจรวมงานอาร์ททุกอย่าง’ ครับ เป็นแนวเพลงที่มีปัจจัยทางด้านบันเทิงหลายอย่าง ได้แก่ เพลงและมิวสิควิดีโอ, คาแรคเตอร์ของเมมเบอร์แต่ละคน, คอนเทนท์ที่ปล่อยทาง YouTube และโซเชียล, แฟชั่น ฯลฯ มอบแนวทางหลากหลายให้คนทั่วไปได้สนุกสนาน แฟนๆ มีอารมณ์ร่วมกับเนื้อเพลง ในขณะเดียวกันก็ได้ค้นพบกับบุคลิกและรู้สึกได้ถึงความใกล้ชิดของพวกเราระหว่างที่ดูคลิปและรูปในชีวิตประจำวันที่อัพโหลดลงทวิตเตอร์ K-Pop มีช่องทางให้ตกลงสู่หลุมพรางอยู่มากมายเลยครับ

▲ SUGA : คำว่า K-Pop ไม่ได้มีขึ้นมานานขนาดนั้น เพราะฉะนั้นยังมีสิ่งที่เราต้องทำอีกมากมายหลายอย่างเพื่อกำหนดว่า ‘K-Pop เป็นแบบนี้’ ครับ การที่มีหมวด K-Pop ขึ้นมาอีกครั้งบนชาร์ต Billboard ก็เป็นเหมือนได้เริ่มต้นไปอีกเสต็ป (ตอนนี้) ผมมีความรู้สึกว่ามันยังเร็วไปที่จะให้ข้อสรุปว่าอะไรเป็นอะไรครับ

 

ที่มา | Yeonhap News
แปลจากเกาหลีเป็นไทยโดย CANDYCLOVER

 

Comments

What's on Instagram
Web Analytics